<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990</id><updated>2011-07-29T04:53:47.163+07:00</updated><title type='text'>Politics Medias and Socials : ลุงโจคุยเรื่องการเมือง สื่อ และสังคม</title><subtitle type='html'>การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ สื่อเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคของการปฏิรูป สังคมไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาสังคมและการเรียนรู้ คนไทยหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่พ้น เรามาคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อวันข้างหน้าเราจะได้รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร...ประโยชน์ใดที่เกิดขึ้น มอบแด่บรรพบุรุษผู้ให้ชีวิตและจิตวิญญาณ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>35</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-5665998360624724024</id><published>2009-04-15T10:37:00.025+07:00</published><updated>2010-06-24T18:57:03.333+07:00</updated><title type='text'>พฤติกรรมสื่อที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ</title><content type='html'>พิธีกรข่าว ผู้ดำเนินรายการ และนักวิชาการที่มีรายการและได้ทำงานผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์ น่าจะหันกลับมาทบทวนการทำหน้าที่ของตนเองกันบ้าง ก่อนที่ชาติบ้านเมืองจะแตกแยกและล่มจมไปมากกว่านี้ เพราะนอกจากจะถือว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นสื่อมวลชนที่ควรจะสร้างความเข้าใจอันดี เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนในชาติแล้ว ดูเหมือนว่าพฤติกรรมที่ได้กระทำลงไปเป็นเพื่อการสนองอารมณ์ของตนเองเสียมากกว่า เพราะว่าจะเป็นที่สะใจและภาคภูมิใจมากหากได้พูดจาส่อเสียด กระแนะกระแหน และดูถูกเหยียดหยามฝ่ายที่ไม่ใช่พวกตนหรือคิดไม่เหมือนตน พฤติกรรมนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมออกไปชนิดกู่ไม่กลับ เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการปลุกเร้าอารมณ์ร่วมเมื่อมีการรวมกลุ่มคน แม้ว่าบ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่ก็ตาม แต่อารมณ์ร่วมเมื่อมีการรวมตัวกัน จะไม่มีอะไรมารั้งความคิดและความรุนแรงประเภท "ฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้" เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยเหตุผลอะไรกันอีกแล้ว นอกจากความโกรธความเกลียดชังกันเหมือนเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปางก่อน เรื่องต่างๆ เหล่านี้ ได้ยินได้ฟังมากับหูจากปากของคนที่เขาคิดว่าได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากการกระทำที่กล่าวถึงนั้น แต่ไม่ค่อยมีใครออกมาให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้กันมากนัก และดูเหมือนจะขยายวงของความเจ็บแค้นออกไปเรื่อยๆ จนเป็นจุดที่ทำให้ผู้ที่ฉกฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือในการก่อความรุนแรงต่างๆ เมื่อมีการก่อจราจลในกรุงเทพฯ เมื่อเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา แม้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะยุติลงไปแล้ว แต่สิ่งที่คงค้างและฝังลึกอยู่ในจิตใจคงไม่ลบเลือนไปง่ายๆ เป็นสิ่งที่จะต้องตระหนักกันให้มากๆ สำหรับพิธีกรข่าว ผู้ดำเนินรายการ และนักวิชาการในกลุ่มที่มีพฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติดังกล่าว การออกมากระตุกต่อมความสำนึกในหน้าที่ของสื่อมวลชนในครั้งนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของพิธีกรข่าว ผู้ดำเนินรายการ นักวิชาการและสื่อวิทยุโทรทัศน์ที่สังกัด เพราะไม่เช่นนั้นแล้วคนพวกนี้ก็จะออกมาตอบโต้แบบโง่ๆ โดยไม่เคยมองเห็นการกระทำของตนเอง ด้วยการอ้างความเลวร้ายของระบอบที่ต้องการทำลายอยู่ตลอดเวลา โดยหารู้ว่าการกระทำอย่างนั้น ไม่ได้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างแท้จริงตามบทบาทของสื่อมวลชนที่ดีให้แก่สังคมได้เลย นอกเสียจากเป็นความสะใจจากพวกพ้องและมวลชนของฝ่ายตนเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายๆ และสภาพสังคมที่น่าเป็นห่วง ยังมีการกระทำที่น่าชมเชยและควรนำมาเป็นตัวอย่างสำหรับการพูดที่สร้างสรรค์ คือ การพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังจากการชุมนุมยุติลงที่กล่าวในความหมายว่า "ไม่ถือเป็นการแพ้หรือการชนะของฝ่ายใด สิ่งที่จะต้องกระทำ คือ เราจะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร และต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม" ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่า ผลกระทบจากการชุมนุมไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด หากมีการกระทำที่เกินเลยออกไปจากสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เสียหายและพ่ายแพ้ตลอดกาลคือประเทศชาติ แต่กระนั้นบรรดาพิธีกรข่าว ผู้ดำเนินรายการ และนักวิชาการกลุ่มดังกล่าวนี้ก็ยังไร้สติและคงไม่อยากให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน เพราะยังมีความพยายามที่จะพูดเพื่อทำให้การกระทำของฝ่ายตนนั้นดีกว่าอีกฝ่าย ทั้งๆ ที่ความเสียหายจากการชุมนุมที่เกินเลยไปนั้นปรากฏชัดด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากจะว่าไปแล้ว พิธีกรข่าว ผู้ดำเนินรายการ และนักวิชาการกลุ่มนี้และสื่อนี้ ได้มองว่าอีกฝ่ายเป็นคนชั้นรากหญ้าไม่มีความรู้และยกตนเองอย่างเลิศหรูว่าเป็นคนที่รู้ทันเรื่องต่างๆ คนพวกนี้จึงน่าจะเป็นกลุ่มคนที่น่าสมเพชมากกว่าชาวรากหญ้าและชาวบ้านที่ไม่มีความรู้เสียอีก เพราะคนพวกนี้แหละที่ไม่มีปัญญาและไม่มีความสามารถพอที่สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับคนชั้นรากหญ้าได้ ทั้งๆ ที่ทำงานอยู่กับสื่อและใช้คำว่า "ลื่อมวลชน" เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพตัวเองอยู่ แต่ดูเหมือนว่าจะมีความเข้าใจในคำว่า "สื่อมวลชน" น้อยเกินไป ถ้าหากมีใครคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญ ก็ขอให้ลองพิจารณากันให้ลึกลงไปในความรู้สึกของคนธรรมดาๆ ว่า ถ้าได้รับการดูถูกเหยียดหยามแล้วจะเป็นเช่นไร อาจจะนำพาให้หูตาของเราสว่างและฉุกคิดกันขึ้นมาบ้างก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อที่ทำหน้าที่ทางวารสารศาสตร์ตามความหมายที่นักวิชาการกล่าวถึงในเรื่องของการรายงานข่าวสาร ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ยังไม่รวมสื่อทางเลือกทางอินเตอร์เน็ต ปัจจุบันกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าอยู่ในมือของการทำธุรกิจ แม้แต่สื่อของรัฐก็ยังมีความพยายามในการทำให้เป็นธุรกิจบนอำนาจการควบคุมของรัฐบาลที่หมุนเวียนกันเข้ามากำกับดูแล แฝงบ้างตรงบ้างก็เป็นรูปแบบอย่างที่เห็นกันอยู่ สิ่งที่เป็นหลักการและแนวทางตลอดจนความรับผิดชอบที่พึงมีตามที่คนทำสื่อได้ร่ำเรียนกันมา ก็อยู่แต่เพียงในตำราเท่านั้น ผลประโยชน์ทางธุรกิจและผลประโยชน์ที่พึงได้จากการใช้อำนาจของรัฐบาล ทำให้รัฐไทยมีฐานันดรที่สถาปนากันขึ้นมาเองเป็นอีกฐานันดรหนึ่งในสังคม วางตนเป็นผู้มีอำนาจชี้นำสังคมเสียเองโดยคิดเอาเองอีกเหมือนกันว่า สิ่งที่ทำถูกต้องไปเสียหมดจนทำให้องค์ประกอบอื่นของรัฐไม่มีความสำคัญหรือมีบทบาทอะไรอีกต่อไป กลุ่มคนที่ติดตามการทำงานของสื่อที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ คงจะมีความเห็นที่เหมือน ๆ กันว่า คุณภาพของสื่อที่ว่ามีมากแค่ไหนที่จะทำให้สังคมเป็นสังคมที่อุดมปัญญา นอกจากการยัดเยียดรูปแบบของการนำเสนอเพื่อนำไปสู่ความนิยมที่มีผลต่อธุรกิจโฆษณา อนิจจาประเทศไทย...นักวิชาการบางท่านถึงกลับกล่าวว่า ฤาจะไร้ซึ่งหนทางในการที่จะทำให้สื่อเหล่านี้กลับมามีความรับผิดชอบต่อสังคมไทยให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเวลานี้ สื่อนี่แหละที่ทำให้สังคมไทยแตกแยก ขอกล่าวหาไว้เลยว่าเป็นตัวการสำคัญ ถ้าคนทำสื่อยังคิดเองไม่ได้ อย่าไปหาความสมานฉันท์ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกเลย รอวันให้มันแตกหักแล้วมาบูรณะประเทศกันใหม่ดูจะง่ายเสียกว่า เพราะว่าสื่อได้ทำตัวเป็นผู้แบ่งข้างโดยอ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายดีฝ่ายถูก ทั้ง ๆ ที่ยังเห็นว่าสื่อไม่ได้ดีอย่างที่พูดที่กล่าว จึงเท่ากับเป็นการกันคนที่ไม่เห็นคล้อยตามด้วยให้ห่างออกไป จนกลายเป็นอีกพวกที่อยู่ตรงข้ามกับตน เพราะฉะนั้น ต้องระวังไว้ให้ดี ๆ มีโอกาสสูงมากที่คนไทยจะฆ่ากันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มีอาชีพหรือทำงานผ่านสื่อในลักษณะที่กล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะผ่านการเรียนมาทางด้านสื่อสารมวลชนโดยตรง หรือคนเข้ามาประกอบวิชาชีพทางสาขานี้ ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมเหนือว่าคนธรรมดาหรือประชาชนทั่วไป อย่าเพียงแต่มองว่าจะเข้ามาทำมาหากินหรือมีรายได้อย่างมากมายจากการใช้ประโยชน์จากสื่อแต่เพียงถ่ายเดียว นอกจากจะต้องมีความรู้และมีความเป็นมืออาชีพในสาขาวิชาการและวิชาชีพของตนแล้ว ยังจะต้องทำให้คนทั่วไปในสังคมได้รู้จักบทบาทของสื่อมวลชนที่ถูกที่ควรด้วย ทุกวันนี้ แม้แต่นักการเมืองของฝ่ายบริหารที่เข้ามากำกับดูแลสื่อก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของสื่ออย่างแท้จริง จะเห็นได้จากนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ แต่ก็ไม่มีสื่อใดที่จะกล้าหาญพอที่จะทำให้ผู้ที่เข้ามารับผิดชอบดูแลได้รู้และเข้าใจได้ เราจึงเห็นสื่อเหล่านี้เอนเอียงไปกับรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะสื่อของรัฐ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-5665998360624724024?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/5665998360624724024/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=5665998360624724024' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5665998360624724024'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5665998360624724024'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='พฤติกรรมสื่อที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-6709660798723496484</id><published>2009-03-24T03:29:00.018+07:00</published><updated>2009-04-15T10:32:07.893+07:00</updated><title type='text'>เรื่องการเมือง จะเชื่อใคร? ในเมื่อคนไทยไม่เคยรู้อะไรทั้งหมด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;คงจะไม่น่าแปลกใจสักเท่าไรนัก ที่คนไทยต้องแบ่งออกเป็นฝ่ายเป็นพวกและไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และยังยากที่จะอยู่ร่วมกันกับพร้อมเสมอที่จะห้ำหั่นกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราลองพิจารณาสภาพของสื่อ สังคม และการเมืองบ้านเราในกรอบกว้างๆ ของการกระทำที่ผ่านมาก็จะเห็นได้แล้วว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชน จนทำให้สับสนต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่จะเป็นไปในวันข้างหน้า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;สื่อ&lt;/strong&gt; ประเทศเราดูว่าจะมีแต่สื่อที่อ้างตัวว่าเป็น "สื่อมวลชน" ทั้งคนที่ทำหน้าที่สื่อและพฤติกรรมของสื่อเอง ประเทศไทยจึงมีแต่สื่อเลือกข้างโดยอ้างว่าเลือกอยู่ข้างความถูกต้อง แล้วเสนอข่าวแบบให้รายละเอียดหรือมีเนื้อหาไม่ครบถ้วน คนไทยจึงรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกบิดเบือนตลอดเวลา จึงยากที่จะทำให้ประชาชนได้รับข้อเท็จจริงที่มีความเที่ยงตรงเพียงพอต่อการตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิด สิ่งใดชอบธรรมหรือสิ่งใดไม่มีความชอบธรรม ในขณะวงการสื่อถูกพร่ำเพรียกเรียกร้องให้มีการปฏิรูป และสื่อมวลชนต้องการควบคุมและดูแลกันเองด้วยจรรยาบรรณ แต่หาได้มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้ความสำคัญกับเรื่องที่กล่าวนี้ หากวันใดวันหนึ่งที่ความรุนแรงเกิดขึ้นมาในบ้านเมืองอย่างไม่มีทางแก้ พึงรับรู้เถิดว่าสาเหตุมาจากสื่อที่มีพฤติกรรมของการทำงานที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมตามหน้าที่ที่ควรเป็น สื่อบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรข่าวหรือผู้ดำเนินรายการ หรือแม้แต่นักวิชาการเลือกข้างบางคน ชอบใช้คำพูดกระทบกระแทกแดกดัน กระแนะกระแหนและดูถูกเหยียดหยาม มุ่งตอกย้ำให้เกิดความแตกแยกและร้าวฉานกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้คิดสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อนำไปสู่ความรักและสามัคคีของคนในชาติกันเลยสักนิด มองคนที่คิดไม่เหมือนตนเป็นศัตรูไปทั้งหมด ตรงนี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;สังคม&lt;/strong&gt; มีค่านิยมชมชอบการพูดส่อเสียดและกระแนะกระแหนกันแบบเอามันเข้าว่า เริ่มตั้งแต่พฤติกรรมของ สส.ในสภาที่มีการแขวะกันไปมาจนมีกรณีชกต่อยและกระโดดถีบกันหรือแม้แต่การตะโกนให้ของลับ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งๆ ที่พฤติกรรมการพูดจาส่อเสียดแบบมีดโกนอาบน้ำผึ้งหรือถ่อยสถุลด้วยคำหยาบคายและสาบถสาบาน ให้ผลลัพธ์และมีผลกระทบที่ไม่ต่างกันในความรู้สึกนึกคิดของคน แต่ก็ยังมีการให้ค่าและยกย่องพฤติกรรมดังกล่าวกันอยู่โดยเฉพาะในวงการสื่อ ที่ตั้งฉายากันจนกลายเป็นการชี้นำให้สังคมให้ค่าต่อพฤติกรรมที่ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยการพูดจาส่อเสียดกระทบกระแทกกันไปมาแทบจะทุกวงการ และยังเลยเถิดออกมายังประชาชนคนทั่วไปในวงกว้าง ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่มีทางที่จะทำให้การสมานฉันท์มีความเป็นไปได้เลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;การเมือง&lt;/strong&gt; มีเบื้องลึกเบื้องหลังกันจนเป็นที่น่ากังขา จนไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงหรือเรื่องไหนรวมหัวกันหลอก ครั้นพอแตกคอกันก็มีการแฉกันไปแฉกันมาจนชาวประชามึนงงไปหมด แล้วบางทีก็หลุดโลกกันจนแม้แต่ชาวบ้านก็ยังจับได้ แต่นักการเมืองและคนที่เข้ามายุ่งเกี่ยวก็ยังคงหน้าด้านและตะแบงกันต่อไป โดยไม่คำนึงเลยว่าประชาชนของประเทศนี้ส่วนใหญ่เขาจะคิดอย่างไร ผลประโยชน์ที่พึงจะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง หากหลุดออกมาจากปากของนักการเมืองเมื่อใด ดูว่าน้ำหนักของความน่าเชื่อถือไม่มีเหลืออยู่เลย มุมมองต่อนักการเมืองของคนกรุงเทพฯ หรือส่วนกลางจะต่างออกไปจากคนในส่วนภูมิภาค อย่างที่เคยมีนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงได้กล่าวไว้ แต่ก็หามียุทธศาสตร์ที่จะทำให้ผู้คนที่เข้าใจหลักพื้นฐานของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไปในทิศทางเดียวกันแต่อย่างใด จึงกลายเป็นความขัดแย้งกันตั้งแต่หลักการของประชาธิปไตยเลยก็ว่าได้ จึงทำให้ "การเมืองแบบแม่ยก" ยังคงทรงอิทธิพลในสังคมไทยไม่เสื่อมคลาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;กรณีการโฟนอินของอดีตนายกฯ พูดถึงการปฏิวัติรัฐประหารที่เกี่ยวกับนายทหารใหญ่ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพลเอกสุรยุทธ์ฯ เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และมีการปฏิเสธจากเจ้าตัวผ่านสื่อมวลชน แต่ก็มีบางคนได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้บ้าง แม้จะต่างกรรมต่างวาระกันแต่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นว่า ประชาชนคนไทยอย่างพวกเราเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านจริงๆ จึงอยากจะฝากข้อคิดไว้สำหรับคนไทยที่ไม่ได้เลือกข้างไหน คงไม่ต้องไปหวั่นไหวว่าจะเป็นคนที่ไม่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพราะด้วยจิตสำนึกของคนไทยเรามีวิถีทางที่สามารถแสดงออกได้มากมาย ไม่พึงจำกัดอยู่อย่างที่แต่ละฝ่ายพยายามแสดงออกกันอยู่ขณะนี้ เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปตกอยู่ในวังวนของกระแสอะไรทั้งสิ้น หมั่นทำความดี ซื่อสัตย์กับตัวเอง ตั้งมั่นและมั่นคงอย่างคนมีสติ และมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยปัญญา การพยายามพูดและการนำเสนอข้อมูลบางมุมบางด้านจะยิ่งทำให้เราสับสน เพราะฉะนั้นควรไตร่ตรองและมีสติ กับต้องพยายามใช้ปัญญาให้มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/YN_Oq6COVlk&amp;amp;hl=" width="660" height="525" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;rel=" border="1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/8fqnB6TZpvc&amp;amp;hl=" width="660" height="525" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;rel=" border="1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/-XWBgIX1wzo&amp;amp;hl=" width="660" height="525" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;rel=" border="1" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-6709660798723496484?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/6709660798723496484/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=6709660798723496484' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/6709660798723496484'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/6709660798723496484'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='เรื่องการเมือง จะเชื่อใคร? ในเมื่อคนไทยไม่เคยรู้อะไรทั้งหมด'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-5473583892130936963</id><published>2009-02-04T19:47:00.003+07:00</published><updated>2009-02-04T19:59:09.279+07:00</updated><title type='text'>การเมืองว่าด้วยงบประมาณ : รัฐบาลอภิสิทธิ์มือเติบกว่ารัฐบาลทักษิณ</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;โดย เกรียงชัย ปึงประวัติ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;นักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเกียวโต&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;1. ความนำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;จำเดิมแต่พรรคไทยรักไทยได้ก่อร่างสร้างตัวและประกาศนโยบายที่เกี่ยวโยงกับการอุดหนุนราษฎรในชนบท เสียงเย้ยหยันก็ดังกังวานจากพลพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งครองอำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้น ต่อมาเมื่อรัฐบาลทักษิณสามารถปฏิบัตินโยบายหาเสียงได้สำเร็จเป็นประวัติการณ์ ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อฝ่ายตรงข้ามหาได้เปลี่ยนแปลงไม่ หากแต่การวิพากษ์วิจารณ์ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การโจมตีรัฐบาลทักษิณในเรื่องการละเมิดวินัยทางการคลัง การใช้จ่ายเกินตัว การจัดสรรงบประมาณเพื่อกอบโกยคะแนนนิยมทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ตลอดจนถึงรัฐบาลทักษิณสร้างปัญหาและก่อภาระให้แก่อนุชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากบทความนี้ถูกนำเสนอในท่ามกลางความขัดแย้งและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมือง ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการแบ่งแยกฝักฝ่ายทางการเมือง อย่างไรก็ตามผู้เขียนต้องการที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองจากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งการแสวงหาข้อมูลมีความจำเป็นในอันที่จะบ่งชี้ถึงความแตกต่างระหว่างภาพลักษณ์กับความเป็นจริง โดยที่การเชื่อถือเอาตามคำบอกเล่าหรือคำกล่าวอ้างในเรื่องใดๆ โดยปราศจากการไตร่ตรอง และยึดมั่นในความเชื่อนั้นว่าเป็นความจริงสัมบูรณ์อันไม่อาจโต้แย้งได้ [1] เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของการเมืองไทยในปัจจุบันซึ่งส่งผลให้การหาทางออกจากความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นไปโดยยากยิ่ง ดังนั้นผู้อ่านพึงพิจารณาสิ่งที่นำเสนอในบทความนี้ด้วยโยนิโสมนสิการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เถลิงอำนาจในฐานะแกนนำรัฐบาล (ซึ่งได้รอคอยมาเป็นเวลานาน) จะไม่ยาวนานนัก แต่ผู้เขียนได้ประจักษ์ชัดแก่ตนเองแล้วว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลอภิสิทธิ์ทำลายวินัยทางการคลัง ซึ่งหากว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางและท่าทีของรัฐบาลต่อการจัดสรรงบประมาณดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วนี้ ย่อมนำมาซึ่งภยันตรายต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคตอย่างแน่แท้ ดังที่พรรคการเมืองนี้เคยฝากผลงานอันเลื่องชื่อไว้แล้วในกรณีการเร่งรัดเปิดเสรีทางการเงินด้วยการอนุญาตประกอบกิจการกรุงเทพวิเทศธนกิจ โดยปราศจากการปรับเปลี่ยนนโยบายการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องต้องกัน ซึ่งนับเป็นสมุฏฐานหลักของวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ. 2540&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;บทความนี้แบ่งออกเป็นสี่ตอน ตอนที่หนึ่งเป็นความนำ ตอนที่สองจะอธิบายขยายความคำกล่าวอ้างของผู้เขียนที่ว่าวินัยทางการคลังได้ถูกทำลายโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร ตอนที่สามจะกล่าวถึงปัจจัยทางการเมืองที่เป็นตัวกำหนดให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการจัดสรรงบประมาณตามที่ได้เกิดขึ้น และตอนสุดท้ายเป็นบทสรุป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;2. เมื่อพระเอกกลายเป็นผู้ร้าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกรณ์ จาติกวนิชเป็นที่นับหน้าถือตาว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง [2] และอุดมไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในขณะที่ทักษิณ ชินวัตร อย่างน้อยในสายตาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นผู้ร้ายตัวฉกาจ และทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม [3] โดยภาพลักษณ์เช่นนี้ชวนให้คิดว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลอภิสิทธ์ย่อมนำไปสู่อุตมภาวะและความยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจไทย ในขณะที่รัฐบาลทักษิณย่อมเป็นตัวการสำคัญในอันที่จะสร้างความล่มจมเสียหายให้แก่บ้านเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่ในความเป็นจริงในเรื่องของการงบประมาณกลับเป็นตรงกันข้าม ในที่นี้กรณีของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจะถูกยกเป็นตัวอย่างในเบื้องแรก ตลอดช่วงการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งรัฐบาลมีโอกาสจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีรวมทั้งสิ้น 5 ปีงบประมาณ( พ.ศ. 2545-2549) มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมอยู่สองครั้งคือปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 และ 2548 ซึ่งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมได้ประกาศใช้ในเดือนมีนาคม [4] และมิถุนายน [5] ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในทั้งสองปีงบประมาณนี้ได้ถูกกำหนดขึ้นหลังจากที่ปีงบประมาณเกือบจะล่วงพ้นหรือได้ล่วงพ้นครึ่งปีงบประมาณไปแล้ว [6] แต่ประเด็นที่สำคัญยิ่งคืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมได้ถูกกำหนดขึ้นเมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารายได้ของรัฐบาลจะสูงกว่าประมาณการ [7] และหมายความว่าการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งมีที่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้นี้จะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้รายได้จากภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บในขณะที่มีการตรากฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมสูงกว่าประมาณการอยู่ร้อยละ 24 และ 12 ตามลำดับ [8]&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ในทางตรงกันข้าม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2552 ซึ่งเสนอโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ วงเงิน 116,700 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2552 ได้ประกาศใช้เมื่อเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในสภาวะที่สั่นคลอนจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2551 กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้จำนวน 227,043 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 234,083 ล้านบาท ส่วนต่างนี้คิดเป็นร้อยละ 3 ของประมาณการ [9] การตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมทั้งที่มีความชัดเจนแล้วว่ารายได้ของรัฐบาลที่มีอยู่แล้วและที่จะจัดเก็บได้ในปีงบประมาณปัจจุบันมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้จ่ายของรัฐบาลตามที่ระบุในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ระมัดระวังในการใช้จ่ายซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองเราสามารถทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ได้ โดยที่แรงผลักดันต่อการประกาศใช้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนี้สืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มิได้เป็นผู้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ซึ่งจัดทำโดยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช การที่ไม่ได้เป็นผู้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีหมายความว่าการกำหนดการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานต่างๆ เป็นที่ยุติแล้วภายใต้การตัดสินใจของรัฐบาลก่อนหน้า การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มีความต้องการที่จะใช้จ่ายงบประมาณเพื่อสนองต่อความต้องการของตนหรือเพื่อผลักดันนโยบายใดๆ มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดงบประมาณขึ้นมาใหม่ และในเมื่อการกำหนดการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องตรากฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่สำคัญคืองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ซึ่งมีวงเงิน 1,835,000 ล้านบาท [10] มีส่วนขาดดุลอยู่แล้ว 249,500 ล้านบาท [11] การประกาศใช้งบประมาณเพิ่มเติมย่อมมีผลในการซ้ำเติมภาวะการขาดดุลงบประมาณให้ร้ายแรงยิ่งขึ้น กล่าวคืองบประมาณเพิ่มเติม 116,700 ล้านบาท ที่กำหนดโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์จะกลายเป็นส่วนขาดดุลที่เพิ่มเติมจากส่วนขาดดุลที่มีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ดังนั้นงบประมาณเพิ่มเติมของรัฐบาลอภิสิทธิ์มิอาจเป็นที่ยอมรับได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลังว่าจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;กล่าวโดยเปรียบเทียบ รัฐบาลทักษิณมีนโยบายจำนวนมากกว่าและแต่ละนโยบายมีความเป็นรูปธรรมมากกว่าของรัฐบาลอภิสิทธิ์ และมีความชัดเจนว่ารัฐบาลทักษิณต้องการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อปฏิบัตินโยบายใดบ้าง ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีนโยบายที่แน่ชัดเป็นรูปธรรมที่เทียบได้กับของรัฐบาลทักษิณ นอกจากนี้รัฐบาลทักษิณได้ใช้ความอดทนรอคอยให้ปีงบประมาณของงบประมาณที่จัดทำโดยรัฐบาลก่อนหน้า(ปีงบประมาณ พ.ศ. 2544) ได้ล่วงพ้นไปก่อน โดยค่อยๆ ทยอยจ่ายเงินเพื่อนโยบายต่างๆแต่เพียงส่วนน้อย [12] โดยนัยนี้อาจกล่าวได้ว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกรณ์ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อระบบงบประมาณและระบบเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งไม่ได้รักษาวินัยทางการคลังสมกับที่ได้เคยเน้นย้ำความสำคัญของวินัยทางการคลังในหลายกรรมหลายวาระ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;อนึ่งแม้ว่าผู้เขียนจะได้ตระหนักถึงโทษภัยของกฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ แต่ด้วยสำเหนียกถึงความสูงส่งในภูมิธรรมของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังที่ได้พรรณนาข้างต้น ซึ่งทั้งสองท่านเปรียบประดุจเอกบุรุษผู้เดินลงมาจากฟากฟ้าอันเป็นที่พึงแก่การเคารพนบนอบ ผู้เขียนจึงสงบปากสงบคำด้วยเกรงว่าความเข้าใจของผู้เขียนจะผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงซึ่งเอกบุรุษทั้งสองผู้กอปรด้วยภูมิธรรมอันสูงส่งกำลังนำพาเศรษฐกิจไทยไปสู่หนทางอันประเสริฐ แต่เมื่อได้แลเห็นมติคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ความกริ่งเกรงดังกล่าวนี้ได้ปลาสนาการโดยพลัน ด้วยเห็นว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กำลังต้มคนดู คือบริหารเศรษฐกิจคล้ายกับมืออาชีพ แต่ในความเป็นจริงคือการบริหารที่ปราศจากทิศทางและความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติในหลักการที่จะกู้เงินจากต่างประเทศ [13] จำนวนประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 70,000 ล้านบาท [14] ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยทบทวีขึ้น อนึ่งตลอดช่วงเวลาของรัฐบาลทักษิณมีการกู้เงินจากต่างประเทศเพียง 131 ล้านเหรียญสหรัฐ [15] อย่างไรก็ตามการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อนำมาใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องเสียหายในตัวเอง หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่กู้นั้นถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อการใด [16] แต่จากผลปฏิบัติการในอดีตของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ การกู้เงินนี้จะนำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งนี้ตามมติคณะรัฐมนตรีเงินกู้จำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในสามช่องทาง ซึ่งผู้เขียนให้ความสำคัญกับช่องทางในการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานขนาดกลางและขนาดเล็กของภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างการจ้างงานในระยะสั้น ซึ่งเท่ากับเปิดช่องให้รัฐบาลในการกำหนดว่าเงินกู้ดังกล่าวจะนำไปใช้ในโครงการใดบ้าง ทั้งนี้บทเรียนจากอดีตบ่งชี้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เคยใช้จ่ายเงินกู้จากต่างประเทศอย่างปราศจากประสิทธิผล “โครงการที่ใช้เงินกู้ต่างประเทศ(เหล่านี้)มิได้ช่วยเพิ่มพูนศักยภาพในการผลิตของระบบเศรษฐกิจ หลายต่อหลายโครงการมีลักษณะตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้า ดังเช่นการกู้เงินต่างประเทศเพื่อปูกระเบื้องและปรับปรุงบาทวิถีในกรุงเทพฯ... มีการทุจริตและประพฤติมิชอบในการใช้เงินกู้ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเงินกู้มิยาซาวา” [17]&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;3. การเมืองว่าด้วยงบประมาณ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เร่งผลักดันการใช้จ่ายงบประมาณ มิได้อดทนรอเวลาดังเช่นที่รัฐบาลทักษิณได้ปฏิบัติ และเป็นการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่มีเหตุอันควรดังสองกรณีที่กล่าวข้างต้น เกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้สลับซับซ้อนแต่อย่างใด สาเหตุนั้นคือการที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อเร่งเก็บเกี่ยวคะแนนนิยมทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววัน เพราะเหตุว่ารัฐบาลผสมชุดปัจจุบันมิได้มีความมั่นคงและพร้อมที่จะล้มลงในทุกขณะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การที่ระบบงบประมาณของไทยมีความตายตัว กล่าวคือการจัดสรรงบประมาณอาศัยความต้องการใช้จ่ายของกรมต่างๆเป็นฐาน เมื่อรัฐบาลมีความต้องการจะใช้จ่ายนอกเหนือจากภารกิจปกติของกรม จึงต้องกำหนดงบประมาณเพิ่มขึ้น ในแง่นี้วิธีการของรัฐบาลอภิสิทธิ์มิได้แตกต่างไปจากรัฐบาลทักษิณ แต่จุดด้อยของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือการขาดการจัดสำดับความสำคัญของการใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ ทั้งนี้เพราะเหตุว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ขาดนโยบายที่ชัดเจน และที่สำคัญยิ่งคือการขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งในแง่ที่ว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งดังเช่นรัฐบาลทักษิณนำนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนมาปฏิบัติโดยสามารถจัดการกับระบบงบประมาณและการกำหนดการจัดสรรงบประมาณได้อย่างชอบธรรมทางการเมืองและย่อมได้รับความร่วมมือจากระบบราชการมากกว่ารัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างแท้จริงดังเช่นพรรคประชาธิปัตย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลทักษิณจัดการกับระบบงบประมาณโดยมีความเข้าใจระบบงบประมาณในภาพรวมว่ารายจ่ายใดควรจ่ายตามลำดับก่อนหลัง และควรใช้จ่ายจากแหล่งงบประมาณใด และมีการวางแผนในการจัดสรรงบประมาณเพื่อนโยบายต่างๆอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กับทั้งได้มีการใช้วิธีการในเชิงการบริหารจัดการเพื่อการจัดสรรงบประมาณ ดังนั้นรัฐบาลทักษิณจึงสามารถใช้จ่ายงบประมาณเพื่อส่งมอบนโยบายต่างๆต่อประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยรวดเร็ว นอกจากนี้ภายใต้กระแสการปฏิรูปราชการและการปฏิรูประบบงบประมาณ รัฐบาลทักษิณได้ทำให้ระบบงบประมาณและการใช้จ่ายงบประมาณมีความทันสมัย เป็นสากล และสมเหตุสมผล ด้วยการวางแผนงบประมาณระยะกลางทำให้รัฐบาลทักษิณสามารถนำพางบประมาณรายจ่ายประจำปีเข้าสู่สมดุลได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 หลังจากที่มีการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 ทั้งนี้งบประมาณที่ขาดดุลในทุกวันนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่มาพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของงบประมาณกระทรวงกลาโหมซึ่งได้มีแนวโน้มลดลงมาตลอดสองทศวรรษก่อนหน้า ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งได้อาศัยบางช่องทางที่รัฐบาลทักษิณริเริ่มไว้เพื่อนำงบประมาณไปใช้จ่ายตามที่ตนต้องการ แต่ดังที่กล่าวแล้วว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ยังขาดความเข้าใจต่อภาพรวมของระบบงบประมาณ นอกจากนี้การจัดการกับระบบงบประมาณของรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นไปอย่างใจเร็วด่วนได้ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองในระยะสั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การที่พรรคประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นในอันที่จะนำงบประมาณไปใช้จ่ายเพื่อเหตุผลทางการเมือง เพราะเหตุว่าพรรคการเมืองนี้มีความมุ่งหมายว่าจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งในครั้งถัดไป เนื่องจากได้เคยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งติดต่อกันถึงสามครั้งและต้องตกเป็นฝ่ายค้านเป็นเวลานาน แต่การสร้างความนิยมทางการเมืองมิอาจทำได้ในระยะสั้น ในปี 2544 เมื่อพรรคไทยรักไทยเสนอชุดของนโยบายว่าหากชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จะส่งมอบนโยบายเรื่องใดบ้าง อันที่จริงในขณะนั้นผู้เลือกตั้งในชนบทก็มิได้หมายมั่นปั้นมือว่าพรรคไทยรักไทยจะรักษาสัญญา ด้วยเหตุว่าพรรคแกนนำรัฐบาลชุดก่อนหน้ารัฐบาลไทยรักไทยมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านการเบี้ยวสัญญาที่ให้กับประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้ง และไม่เคยมีพรรคการเมืองใดรักษาสัญญาในการเลือกตั้งอย่างจริงจัง การที่รัฐบาลทักษิณเอาจริงเอาจังกับการส่งมอบนโยบายซึ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สิ่งที่ตามมาคือ ความเชื่อถือที่ประชาชนมอบต่อพรรคการเมือง ซึ่งเป็นบทเรียนอันสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์พึงทำความเข้าใจ ดังอมตวาจาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า “อำนาจมิได้อยู่ที่พระแสงราชศัสตรา แต่อยู่ที่ราษฏรเชื่อถือ” จริงอยู่เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าเงินตรามีอิทธิพลต่อการกำหนดชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ความเชื่อมโยงอย่างเด่นชัดระหว่างนโยบายกับการออกเสียงเลือกตั้งที่ถูกสร้างขึ้นโดยพรรคไทยรักไทย ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการอธิบายถึงคะแนนเสียงที่พรรคไทยรักไทยได้รับจำนวน 11, 19 และ 16 ล้านเสียงและชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544, 2548 และ 2549 ตามลำดับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;4. ความลงท้าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การได้รับความสนับสนุนจากประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งด้วยความนับถือเลื่อมใสมิอาจสำเร็จลงได้เพียงลัดนิ้วมือเฉกเช่นความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลที่ได้สำเร็จลงดุจดั่งเทพยดามาบันดล หากแต่ต้องใช้เวลาสร้างสม แน่นอนที่สุดการใช้จ่ายงบประมาณในลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำย่อมไม่อาจนำไปสู่จุดมุ่งหมายดังกล่าว หากเชื่อมั่นในถ้อยคำของตนที่พูดไว้ในอดีตถึงความสำคัญของวินัยทางการคลัง สิ่งที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์พึงตระหนักอย่างยิ่งยวดคือการใช้จ่ายของรัฐบาลต้องไม่สร้างภาระให้แก่ลูกหลานในอนาคต ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะทบทวนถึงความจำเป็นในการที่จะกู้เงินจากต่างประเทศตามที่ได้มีมติคณะรัฐมนตรีไว้แล้ว หากว่าจะดึงดันกู้เงินดังกล่าวในยามที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปราะบางในท่ามกลางวิกฤตทุนนิยมโลก การใช้จ่ายงบประมาณจากเงินที่กู้มานั้นต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการใช้จ่ายอย่างรอบคอบให้สมกับภาระที่ประเทศชาติต้องแบกรับ อย่าให้ซ้ำรอยกับความด่างพร้อยที่เคยอุบัติขึ้นในอดีต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เชิงอรรถ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[1] พระมหาเงื่อม อินทปัญโญ เรียกลักษณาการยึดมั่นถือมั่นเช่นนี้ว่า สัจจาภินิเวส &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[2] มหาวิทยาลัยอ๊อกฝอด ได้เชิดชูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าเป็นชาวอ๊อกฝอดผู้ระบือนาม , โปรดดูรายละเอียดใน &lt;a href="http://www.ox.ac.uk/about_the_university/oxford_people/famous_oxonians/"&gt;http://www.ox.ac.uk/about_the_university/oxford_people/famous_oxonians/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[3] อภิสิทธิ์ กล่าวว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาลของเขาต่างจากรัฐบาลทักษิณตรงที่ว่า “ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน” , มติชน 29 มกราคม 2552 &lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0103290152&amp;amp;sectionid=0101&amp;amp;selday=2009-01-29"&gt;www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0103290152&amp;amp;sectionid=0101&amp;amp;selday=2009-01-29&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[4] ดู พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 พ.ศ. 2547 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 13 ก. 31 มีนาคม 2547&lt;/p&gt;&lt;p&gt;[5] ดู พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 พ.ศ. 2547 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนที่ 48 ก. 24 มิถุนายน 2548&lt;/p&gt;&lt;p&gt;[6] ปีงบประมาณของไทยเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันที่ 31 ตุลาคม ของปีถัดไป โดยใช้ พ.ศ. ของปีถัดไปเป็นชื่อเรียกปีงบประมาณ เช่น ปีงบประมาณ 2552 เริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2551 และสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2552&lt;/p&gt;&lt;p&gt;[7] ในที่นี้ผู้เขียนอ้างอิงข้อมูลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรเป็นหลัก ทั้งนี้ในความเป็นจริงรัฐบาลมีรายได้จากแหล่งอื่นด้วย เช่น กรมศุลกากรและกรมสรรพาสามิต แต่ข้อมูลรายได้จากภาษีที่กรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บนับว่ามีความสำคัญที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของรายได้รัฐบาลแล้ว ภาษีที่กรมสรรพกรจัดเก็บเป็นภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;[8] คำนวณโดยผู้เขียนจากข้อมูลของกรมสรรพากร, เดือนตุลาคม 2546-มีนาคม 2547 กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้จำนวน 301,836.59 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการไว้ที่ 243,401.07ล้านบาท, เดือนตุลาคม 2547-มิถุนายน 2548 กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้จำนวน 651,900.43 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการไว้ที่ 580,730.17ล้านบาท, สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ดู &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.rd.go.th/publish/17024.0.html"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;www.rd.go.th/publish/17024.0.html&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; , ปีงบประมาณ 2548 ดู http://www.rd.go.th/publish/21880.0.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;[9] http://www.rd.go.th/publish/33872.0.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;[10] วงเงินงบประมาณนี้สูงกว่าวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่จัดทำโดยรัฐบาลทักษิณในปีแรกเกือบสองเท่า กล่าวคือในปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีวงเงิน 1,023,000 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;[11] สำนักงบประมาณ. ม.ป.ป. งบประมาณโดยสังเขปประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552. กรุงเทพ: บริษัท พี. เอ. ลิฟวิ่ง จำกัด. น. 3.&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[12] ตราบถึงเดือนกรกฎาคม 2544 นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองซึ่งมีความต้องการใช้จ่ายประมาณ 80,000 ล้านบาท ได้มีการจ่ายไปเพียงประมาณ 7,000 ล้านบาท และด้วยวิธีการในเชิงบริหารจัดการรายจ่ายส่วนน้อยนี้ไม่เป็นภาระต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีในขณะนั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[13] ในทางเศรษฐศาสตร์การคลังมีข้อสรุปเป็นที่ยุติว่า การกู้เงินจากต่างประเทศเป็นภาระแก่อนุชนที่จะต้องแบกรับในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[14] ดู http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/&lt;br /&gt;viewcontent1.asp?pageid=471&amp;amp;directory=2027&amp;amp;contents=27864&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[15] Bureau of the Budget (n.d.). Thailand’s Budget in Brief: Fiscal Year 2007. (Bangkok: P.A. Living Co.,Ltd) p. 106.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[16] ในทางเศรษฐศาสตร์การคลัง เครื่องมือที่เรียกว่า การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ ถูกนำมาใช้ในการชี้ทิศทางสำหรับการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อโครงการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ว่าโครงการที่จะลงทุนมีผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ การลงทุนของรัฐบาลที่ใช้จ่ายจากเงินกู้ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนดังกล่าวนี้เป็นพิเศษ ด้วยเหตุที่เงินกู้มีต้นทุนมากกว่างบประมาณรายจ่ายทั่วไปตรงที่มีภาระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายด้วย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;[17] ผู้จัดการรายวัน 1 มีนาคม 2544 คอลัมน์จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง “วินัยทางการคลังในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย พ.ศ. 2540 – 2543” เขียนโดยรัง&lt;/span&gt;สรรค์ ธนะพรพันธุ์&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-5473583892130936963?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/5473583892130936963/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=5473583892130936963' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5473583892130936963'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5473583892130936963'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='การเมืองว่าด้วยงบประมาณ : รัฐบาลอภิสิทธิ์มือเติบกว่ารัฐบาลทักษิณ'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-4977250286534020674</id><published>2009-01-31T21:03:00.020+07:00</published><updated>2009-02-02T20:31:27.874+07:00</updated><title type='text'>ปมการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข้ออ้าง</title><content type='html'>เขียนบทสรุปที่เป็นบทเรียนสำหรับการติดตามสถานการณ์บ้านเมืองเอาไว้ครบ 1 เดือนพอดี เพราะเขียนเอาไว้ตอนวันสิ้นปี เท่ากับว่ามีเวลาในการติดตามเหตุการณ์ทางการเมือง เรื่องของสื่อ และสภาพของสังคมมาระยะเวลาหนึ่ง พอที่จะมองเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นและมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ในมุมมองหนึ่งของการติดตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น และเป็นมุมมองที่เป็นการวิพากษ์ (critique) ด้วยวาทกรรม (discourse) ตามประสบการณ์ของชุดความจริงในสังคมปัจจุบัน อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไปจากผู้อื่นบ้าง ก็ขอให้คิดเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะไปบอกว่าคนไหนถูกคนไหนผิด เพราะยังมีความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าประชาชนยังไม่สามารถรับรู้ข่าวสารได้อย่างรอบด้าน และรับรู้ข่าวสารได้มากพอและดีพอที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองและสถานภาพของวงการสื่อสารมวลชนที่แกว่งไกวในปัจจุบัน สังคมคงจะต้องปรับและพึ่งกระบวนการทางความคิดของตัวเองมากขึ้น เพราะยังไม่สามารถฝากผีฝากไข้หรือให้ความไว้วางใจใครได้ทั้งนั้น การเมืองภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวกันก็เปิดเผยตัวตน ว่าสุดท้ายก็ไม่ใช่กระบวนการตรวจสอบของสังคมอย่างแท้จริง มีสภาพเป็นแม่ยกทางการเมืองกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู มีการใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์ในคราบของสื่อมวลชนเทียมกันอย่างเข้มข้น เหมือนกับรู้ว่าชัยชนะทั้งหลายที่ต่างฝ่ายต่างประกาศกันให้ระงมนั้น องค์ประกอบที่สำคัญในการหาพวกคือการใช้สื่อมวลชน ด้วยการละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมตามจรรยาบรรณของตนออกไป ไม่ต้องคำนึงถึงการสร้างความเข้าใจที่ดีและสร้างความสามัคคีในสังคม จากนั้นก็ใช้ทักษะของวิชาชีพกระทำการต่างๆ ด้วยข้ออ้างว่าทำเพื่อประชาชน จนเวลานี้มีมุมมองบางมุมมองที่กล่าวว่า ทั้งการเมืองและสื่อมวลชนคือต้นเหตุของความแตกแยกในสังคม ช่างสมกับนามที่ได้รับว่า "ผีเน่ากับโลงผุ" จริงๆ เพราะความแตกแยกที่เกิดขึ้นไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้ออ้างในทางการเมืองประการหนึ่งที่ใช้อยู่ในขณะนี้ คือ การต่อสู้กับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ดูเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลเพราะปรากฏการณ์ต่างๆ จากทั่วโลกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นกันอยู่จริง ในขณะที่การเมืองไทยยังมีข้ออ้างอมตะในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงทำให้ประชาชนอย่างเราๆ ได้เห็นพฤติกรรมของการสลับขั้วสลับข้างในการกล่าวหาเรื่องนี้กันในเวทีการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับการทำหน้าที่ตรวจสอบเป็นหูเป็นตาแทนประชาชน แต่อาจจะทำให้บรรดาแม่ยกพอใจหรือไม่พอใจก็จะแตกต่างกันไปตามสถานะ ถูกใจก็ว่าดีหรือไม่เป็นที่พอใจก็ต่อว่าโดยมีสื่อมวลชนเทียมของแต่ละฝ่ายเป็นตัวเสี้ยม พฤตกรรมของสื่อมวลชนเทียมในลักษณะนี้ ถ้าหากประชาชนไม่ถอยออกมายืนมองอยู่ข้างนอกจะไม่มีวันเห็นอย่างเด็ดขาด แล้วก็จะกลายเป็นเครื่องมือกลในการเขย่ามือตบเขย่าตีนตบกันต่อไปยามที่มีคนที่พูดกระทบกระแทกแดกดันกันจบลง โดยหารู้ไม่ว่านั่นแหละคือสาเหตุหลักของความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรงอย่างแท้จริง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแต่ไม่มีใครนำมาวิจารณ์ สื่อมวลชนอื่นแทนที่จะค้นหาความจริงเอามาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้เพื่อคงสถานะความเป็นสื่อมวลชนจริงไว้บ้าง บางสื่อก็กลับถือหางเลือกข้างและโหนกระแสกันไปตามที่ตัวเองจะเลือกระหว่างอำนาจรัฐหรืออำนาจทุน แสดงให้เห็นสถานะและคุณภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี สังคมไทยจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในขณะที่การเมืองยังใช้ข้ออ้างตามมุมมองของตนต่อปมประเด็นที่เป็นปัญหา และมีสื่อมวลชนเทียมที่เลือกข้างเป็นตัวกระพือให้เกิดเป็นข้อขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างเสี้ยมคนของฝ่ายตนให้กลายเป็นแม่ยกกันแบบนัยตาฝ้าฟาง จะเห็นผลได้จากบรรดา website และ blog ต่างๆ ที่มีอยู่ดาษดื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้ออ้างของสื่อมวลชนที่ใช้กันอยู่ คือ การนำเสนอความจริงต่อสังคม ส่วนจะมีมากน้อยหรือรอบด้านแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งระดับของความจริงนี่แหละจะเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย หากเราเปิดกว้างที่จะรับรู้ข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มขึ้นเพื่อนำมาเปรียบเทียบ ก็จะทำให้ทราบได้ว่าสื่อมวลชนที่นำเสนอข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด แต่ถ้ายังเสพข้อมูลแหล่งเดียวจากการพูดกันเองชมกันเองและอ้างว่าเป็นสื่อที่เลือกอยู่กับความถูกต้อง ก็ยังเป็นความถูกต้องเฉพาะมุมมองของฝ่ายตนมากกว่ามุมมองของสังคม และจากความด้อยโอกาสของคนในสังคมที่ขาดการจัดการที่ดีและไม่มีความต่อเนื่องจากรัฐ ทำให้การรับรู้ข้อมูลจากสื่อมีขีดจำกัดจนทำให้เกิดช่องว่างของกระบวนการเรียนรู้ ถ้าจะโทษสื่อก็คงไม่ผิดนักที่พิจารณากลุ่มเป้าหมายได้ไม่ครอบคลุมพอ แต่สื่อก็ยังไม่ตระหนักในเรื่องนี้สักเท่าไรจึงทำแต่รายการที่ไม่ได้ทำให้คนที่ขาดโอกาสได้พัฒนาตนเองขึ้นมาได้เลย เพราะเนื้อหาต่างๆ ที่นำเสนอนอกจากจะไม่ตรงกับวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ในสังคมแล้ว ยังทำลายเขาด้วยคำพูดที่ดูถูกดูแคลนและหมิ่นศักดิ์ความเป็นคนของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะจากปากของคนทำหน้าที่สื่อที่ติดเชื้อมาจากเวทีการชุมนุมซึ่งพูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง องค์กรที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังสื่อน่าจะศึกษาเนื้อหาของรายการจากสื่อมวลชนเทียมเหล่านี้บ้าง เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์ว่าสาเหตุของความขัดแย้งที่นำไปสู่ความแตกแยกในสังคมคืออะไร แต่เท่าที่ได้ติดตามดูการนำเสนอรายการต่างๆ มาอย่างใกล้ชิด บางครั้งต้องลงทุนไปฟังมาด้วยตนเอง โดยเฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการชุมนุมของแต่ละฝ่ายที่มีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อออกไป มักจะมีข้ออ้างว่าบรรยากาศของการชุมนุมทำให้การปราศรัยต้องเป็นไปในลักษณะนั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วคำพูดต่างๆ เหล่านี้จะถูกหยิบยกเอามาใช้ในการทับถมและเปรียบเทียบกันเอง ชนิดที่เรียกว่าการกระทำของข้าฯ ดีกว่าอีกฝ่ายอย่างเทียบกันไม่ติด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้ออ้างของคนในสังคมดูยิ่งจะกระจัดกระจายคล้ายกับเป็นสังคมที่ไร้กฎเกณฑ์ การรุกล้ำสิทธิของผู้อื่นและการกระทำที่เกินขอบเขตจะเกิดขึ้นเสมอ เพียงเพื่อให้สามารถกระทำการในสิ่งที่ฝ่ายตนเองยกมาเป็นข้ออ้างได้เป็นพอ ความรักชาติรักสถาบันถูกจำกัดรูปแบบที่จะต้องเป็นไปตามแนวทางของฝ่ายตน ใช้มุมมองที่เห็นว่าฝ่ายอื่นเป็นผู้ผิดเพราะคิดต่าง ฝ่ายตนเองเท่านั้นที่คิดได้และเป็นฝ่ายที่ถูกต้องเสมอ ข้ออ้างเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่กัดกร่อนความรักความสามัคคีของสังคมไทย และทำให้คนไทยเกิดความไม่เข้าใจกันมากขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ ยิ่งใช้ความเป็นเครือข่ายของแต่ละฝ่ายกันมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งลุกลามและขยายออกไปจนทั่งทุกภูมิภาคจนยากที่จะเยียวยา แม้จะมีความพยายามสร้างเครือข่ายของความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม แต่ดูเหมือนได้จะได้ผลน้อยกว่าการขยายตัวของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ประหนึ่งว่ามีปัจจัยเกื้อกูลที่ทำให้เกิดเช่นนั้น ตรงนี้แหละคือเหตุผลที่เริ่มจะทำให้คนที่มีประเด็นร่วมในบางเรื่องต้องถอยออกมาตั้งหลักใหม่ เช่น การไม่ยอมรับรัฐบาลที่ฉ้อฉลและทุจจริตขาดคุณธรรมและจริยธรรม การไม่ยอมรับและต่อต้านการรัฐประหาร หรือการไม่ยอมรับในพฤติกรรมของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นประเด็นร่วมของการเรียกพวกด้วยการปลุกระดมเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการรวมตัว เพราะวิธีการในการแก้ปัญหาของแต่ละฝ่ายทำคล้ายกับว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่จะแก้ปัญหาได้อีกแล้ว ซึ่งเป็นวิธีการซึ่งมาจากความคิดที่คับแคบและไม่ยอมรับความเห็นของผู้อื่นในสังคม หากจะเทียบกันดูแล้วมีปริมาณมากกว่าและเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ยิ่งถูกกล่าวหาจากการไม่เลือกข้างยิ่งทำให้มีมุมมองต่อปัญหาอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทำให้พบว่าแต่ละฝ่ายก็ยังมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสียต่อประเทศชาติและสังคมพอๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากสภาพของการเมือง สื่อ และสังคมที่เต็มไปด้วยข้ออ้างนั้น มาจากการสร้าง "สังคมของความเชื่อ" เสียมากกว่าการจะพยายามทำให้สิ่งต่างๆ เป็น "สังคมของความจริง" ด้วยการใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือ มีผลทำให้คนไทยต้องตกเป็นเชลยของชุดความจริงที่แต่ละฝ่ายสร้างวาทกรรมขึ้นมาเป็นตัวชี้นำ หลักการสำคัญของแต่ละฝ่ายฟังดูดีไม่ว่าจะเป็น "ต่อต้านทุนสามานย์" หรือ "เผด็จการจงพินาศ" จึงมีแม่ยกให้การสนับสนุนกันอย่างหนาตา จนแต่ละฝ่ายนำมาเป็นตัวประกันแก่สังคมว่า ข้าฯ นี่แหละของแท้ พร้อมกระทำการใดๆ โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของภาคประชนตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิ์ ทั้งยังไม่สนใจว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมจะมีความรู้สึกอย่างไร และผลของการกระทำก็ยังนำมาเป็นข้ออ้างหรือกล่าวร้ายกันต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด จึงเป็นความยากเสียเหลือเกินที่สังคมจะค้นหาความจริงได้ นอกเสียจากแต่ละฝ่ายจะออกมาแฉและขุดคุ้ยปมประเด็นที่นำมาเป็นข้ออ้างนั้นๆ การเมืองยังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่จะต้องมีการจัดสรรแบ่งปันกันให้ลงตัว ทำให้เราได้เห็นพฤติกรรมการกระทำที่อ้างว่าทำเพื่อชาติแบบค้านสายตาและไม่น่าเชื่อกันอยู่เนืองๆ จนกลายเป็นความชาชินและไม่ใช่เรื่องแปลกของสังคมการเมืองไทย สื่อก็ยังชี้นำสังคมแบบมีเงื่อนงำภายใต้ระบบทุนและระบบอำนาจจนไม่อาจจะเชื่อถือได้อีกต่อไป แล้วสังคมไทยจะก้าวเดินไปทางไหนในเมื่อประเทศไทยเต็มไปด้วยข้ออ้าง คนไทยยังจะต้องเสียเวลาในการแสวงหาความจริงกันด้วยตัวเอง เพราะองค์ประกอบทั้งหลายทั้งปวงที่จะเป็นกลไกนำสังคมไปสู่ความจริง ก็เลือกพูดความจริงเพียงส่วนที่ฝ่ายตนเองจะได้ประโยชน์ นับเป็นวิบากกรรมของสังคมและประเทศไทยอันเกิดจากความไม่รู้หน้าที่ของนักการเมืองและสื่อมวลชนโดยแท้ เมื่อไรจะรู้สำนึกกันได้ด้วยตนเองเสียทีก็ไม่รู้ เคยนึกถึงลูกหลานเหลนโหลนที่จะเกิดขึ้นมาเป็นคนไทยกันบ้างไหม หรือต้องการจะให้ประเทศไทยต้องย่อยยับไปกับมือของคนรุ่นนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-4977250286534020674?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/4977250286534020674/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=4977250286534020674' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/4977250286534020674'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/4977250286534020674'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='ปมการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข้ออ้าง'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-563719609476309921</id><published>2008-12-31T21:34:00.064+07:00</published><updated>2009-01-28T07:39:07.330+07:00</updated><title type='text'>บทสรุปที่เป็นบทเรียน</title><content type='html'>เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งการเมือง สื่อ และสังคมที่ผ่านมา มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย ซึ่งสามารถสรุปเป็นบทเรียนสำหรับการติดตามต่อไปด้วยความมีสติ และช่วยกันทำให้ทุกสิ่งที่กล่าวก้าวผ่านวิกฤตไปได้ด้วยปัญญา มากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึกมาเป็นสิ่งนำทาง โดยเฉพาะการสร้างความสามัคคีของชนในชาติที่ทุกฝ่ายเรียกร้องและกล่าวถึง แต่ไม่ค่อยมีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมให้เห็น ยังมีแต่ความเป็นพวกเป็นกลุ่มและมีการปฏิบัติที่รุนแรงทั้งทางวาจาและการกระทำที่เป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกอยู่ตลอดเวลา การเมืองยังอยู่ในสภาวะที่ยังไม่สามารถไว้วางใจกับนักการเมืองไทยได้เลยสักคน เมื่อพิจารณาจากปรากฏการณ์ต่างๆ ของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง สื่อมวลชนยังทำตัวเป็นช่องทางของสารที่ก่อให้เกิดความแตกแยกมากกว่าการสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน เราจึงเห็นแต่คนที่ทำหน้าที่สื่อด้วยคำพูดส่อเสียดดูถูกเหยียดหยามที่เป็นชนวนของความแตกแยก แต่ทว่าจะได้รับความชื่นชมในหมู่ในพวกของตนอย่างขาดสติ สังคมยังไม่ได้รับอานิสงค์จากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่บริสุทธิ์ และยังมีช่องว่างของความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม เพราะในแต่ละฝ่ายมีผู้ที่ฉกฉวยประโยชน์ด้วยการยัดเยียดข้อมูลในลักษณะของการปลุกระดม มากกว่าที่จะพยายามทำให้คนได้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เป็นความถูกต้องและเป็นความจริงทั้งหมด ปีเก่ากำลังจะผ่านไปและปีใหม่กำลังจะเข้ามาตามวัฏจักร แต่ประเทศไทยยังตกอยู่ในวังวนของการเมือง สื่อ และสังคมที่มีปัญหา โดยจะต้องย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปสื่อ ส่วนสังคมที่ได้รับผลกระทบมาจากทั้งการเมืองและสื่อ ก็ยังไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าทั้งการเมืองและสื่อยังไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมและการกระทำของตนสร้างอะไรไว้ให้กับสังคม เราก็คงยังไม่มีสังคมที่ดี มีความรัก และมีความสามัคคีตามที่ทุกคนปรารถนาขึ้นมาได้อย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความยากของเรื่องนี้อยู่ที่อะไร เราในฐานะของประชาชนธรรมดาๆ คนหนึ่งจะติดตามและปฏิบัติอย่างไร บทสรุปที่เป็นบทเรียนทั้งการเมือง สื่อ และสังคมในมุมมองต่างๆ ที่หลากหลาย จะช่วยให้มีข้อมูลสำหรับการพิจารณามากขึ้น และก็สุดแต่สติและปัญญาของแต่ละคนที่จะพิจารณาแนวทางของตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่มีสติและปัญญาก็คงไม่ยอมให้ใครมาชี้นำ หรือชักจูงไปแบบไม่มีเหตุผลได้แน่นอน ด้วยพฤติกรรมของนักการเมืองที่ผสมผสานกับความพิกลพิการในการทำงานของสื่อทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะนี้ ทำให้ประเด็นปัญหาต่างๆ เต็มไปด้วยเงื่อนงำและมีแต่สิ่งที่น่าเคลือบแคลงสงสัย ไม่มีใครที่จะมาเป็นหลักและเป็นที่พึ่งให้สังคมเพื่อสร้างความเข้าใจแบบบริสุทธิ์ให้คนในสังคมได้เลย แม้ว่าจะมีกลุ่มต่างๆ ในบ้านในเมืองพยายามจะสถาปนาตนเองขึ้นมา แต่ก็เป็นการพูดกันเองตอบกันเองในกลุ่มของตนโดยไม่สนใจความเห็นอื่นๆ และใช้สื่อเป็นเครื่องมือกันโดยไม่คิดถึงว่าจะมีผลกระทบต่อสังคมเช่นไร หากต้องการการยอมรับจากสังคมด้วยการกล่าวหาผู้อื่นว่ามีสติปัญญาไม่เท่าตนเอง ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่คนจะมาเห็นด้วย แต่พฤติกรรมลักษณะนี้กลับไม่ลดลงและยิ่งมีเพิ่มขึ้น จนทำให้สังคมอยู่กับความสุ่มเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา จำนวนของผู้ที่ทำหน้าที่สื่อและการนำเสนอเรื่องราวผ่านสื่อวิทยุโทรทัศน์ แบบพูดเอามันและถือเอาการประชดประชันเป็นจุดขาย จึงเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมทั้งในจอโทรทัศน์หรือตามคลื่นวิทยุสถานีต่างๆ ซึ่งอาจจะติดมาจากเวทีปราศรัยที่ใช้เป็นที่ด่าทอกันอย่างสนุกปาก แต่เรื่องอย่างนี้กลับไม่มีใครชี้ผิดชี้ถูกทั้งๆ ที่เป็นสาเหตุหลักซึ่งนำไปสู่ความรุนแรง หากสังคมยังมองไม่เห็นความจริงข้อนี้ก็ยากที่จะเกิดความสงบ และยังเป็นการเติมเชื้อให้คุกกรุ่นพร้อมที่จะปะทุความรุนแรงขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสื่อ นักวิชาการ นักการเมือง ดารา และนักร้องที่ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองควรตระหนักในเรื่องนี้กันไว้บ้าง และควรทำความเข้าใจธรรมชาติของคนที่มองเขาว่าด้อยกว่าตนให้ดี ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ประเภท "ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้" เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเหตุผลไม่ใช่สิ่งที่จะได้รับการยึดถืออีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสรุปทางการเมืองในปีที่ผ่านมานับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของปี มีแต่ความวุ่นวายและสร้างความเสียหายให้สังคมไทยเป็นอย่างมาก จนมีคำถามประเภทที่ว่าการเมืองนั้นมีความจำเป็นสำหรับบ้านเมืองจริงหรือ แต่ไม่ว่าการเมืองจะตกต่ำเพียงใดสังคมไทยไม่เคยเห็นนักการเมืองไทยมีความตระหนักที่จะปรับปรุงตนเอง ทำให้นักการเมืองไทยที่ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งขาดคุณสมบัติที่จำเป็นในการบริหารบ้านเมือง คุณสมบัติดังกล่าว คือ "จิตสำนึกสาธารณะ" ที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นักการเมืองจากการแต่งตั้งก็ดูจะมาจากพรรคพวกที่ต้องการบันทึกเกียรติประวัติของตนมากกว่าจะมาทุ่มเทการทำงาน ส่วนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็มุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าจะมองประโยชน์สาธารณะ นอกจากนั้น การแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยรูปแบบพิเศษจากการก่อการปฏิวัติรัฐประหารยังเป็นเงื่อนไขที่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มไม่ยอมรับ และนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวอยู่ในสังคมการเมืองของไทย ในขณะที่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มให้ความสำคัญกับพฤติกรรมทางด้านคุณธรรมจริยธรรม และเสนอแนวทางการเมืองใหม่ ซึ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองทั้งสองกลุ่มมีประชาชนที่มีความคิดเห็นร่วมเข้ามาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วย โดยพยายามสถาปนาขึ้นมาเป็นการเมืองภาคประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ต่างฝ่ายต่างมีการกระทำที่ละเมิดกฎหมายและรุกล้ำสิทธิผู้อื่นซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันอยู่มากมาย รวมทั้งมีความพยายามหาความชอบธรรมในสังคมให้กับฝ่ายตัวเองด้วยการใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ตลอดจนมีการประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามซึ่งกันและกันเนื่องจากมีภาพของพรรคการเมืองคนละขั้วเป็นเงาซ้อนอยู่ ข้อขัดแย้งทางความคิดถูกกระตุ้นด้วยความรุนแรงทางวาจาโดยว่ากล่าวกันไปมาจนขยายเป็นการใช้กำลังทำร้ายกัน ในขณะที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบทางด้านความมั่นคงมีขีดจำกัดทั้งบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และการบังคับใช้กฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการโต้กันไปมา ไม่ได้มีเฉพาะนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน พฤติกรรมดังกล่าวลุกลามไปยังบรรดาประชาชนผู้สนับสนุนในวงกว้าง อ้างกันแต่เรื่องสิทธิ์ที่พึงกระทำแต่ไม่ได้คำนึงถึงความแตกแยกและความเหมาะสม ทำให้ปทัสถานของสังคมที่ดีงามในเรื่องของความรักความสามัคคีของคนไทยเลือนหายไปจากสังคมเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าแต่ละกลุ่มจะฉุกคิดกันขึ้นมาเองกันได้เลยแม้แต่น้อย เหมือนกับกบเลือกนายในนิทานอีสปที่รอเวลาให้นกกระสาผู้หิวโหยมาไล่จิกกิน โดยรู้แต่เพียงว่าเป็นกบและเป็นอาหารอันโอชะของนกกระสาที่มีจงอยปากที่ยาวและแหลมคม ถ้าได้ติดตามดูการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของแต่ละฝ่ายอย่างใกล้ชิด จะยิ่งรู้ว่าความสมานฉันท์นั้นเป็นเพียงคำพูดที่เกิดขึ้นมาให้ดูดีในสังคมยามนี้ แต่มันจะไม่มีวันเป็นไปได้เลยกับพฤติกรรมจริงของทั้งสองฝ่ายที่แสดงออกมาในสังคม หากจะเน้นเนื้อหาสาระแนวคิดของฝ่ายตนเองกันจริงๆ น่าจะเกิดประโยชน์ในเชิงบวกแก่สาธารณะมากกว่า โดยละเว้นความรุนแรงทางวาจาลง เช่น การว่ากล่าวฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งการพูดส่อเสียดเสียดสี ถากถาง เยาะเย้ย และเย้ยหยัน ก็ยังพอจะเห็นทางสว่างของความสมานฉันท์กันได้บ้าง ภาษาไทยที่เป็นภาษาพูดนั้นมีคำที่ใช้กันได้อย่างฟุ่มเฟือย คำบางคำที่มีความหมายเดียวกัน เวลาที่นำมาใช้พูดสื่อได้ถึงระดับและน้ำหนักของความรุนแรง ดังนั้น การเลือกเอามาใช้พูดจะต้องระมัดระวัง เพราะนอกจากจะทำลายความน่าเชื่อถือของผู้พูดแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบกับสังคมในเชิงลบ อันเป็นต้นเหตุของการใช้อารมณ์เข้ามาตัดสินในเรื่องต่างๆ มากกว่าการจะใช้สติและปัญญาไตร่ตรอง ถ้ายังมีพฤติกรรมในลักษณะนี้กันอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุผลรองรับแต่เพียงว่าเมื่อฝ่ายโน้นทำได้ ทำไมฝ่ายนี้จะทำบ้างไม่ได้ ก็เป็นอันว่าทุกฝ่ายไม่ได้มีความจริงใจที่จะทำให้เกิดความสงบในบ้านเมืองจริงๆ ทั้งๆ ที่การเมืองภาคประชาชนของเมืองไทยในขณะนี้ จำเป็นจะต้องตรวจสอบความด้อยมาตรฐานของนักการเมืองทุกคน การสนับสนุนพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และนักการเมือง ด้วยพฤติกรรมแม่ยกดูลิเกจะไม่ช่วยให้การเมืองไทยได้รับพัฒนาขึ้นได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับบทสรุปของสื่อทั้งหลายก็คงไม่แตกต่างอะไรกับบทสรุปทางการเมือง สมกับที่ได้รับสมญานามว่า "ผีเน่ากับโลงผุ" เพราะทั้งการเมืองและสื่อต่างก็อยู่ในสถานะที่ได้รับการกล่าวขานว่าต้องได้รับการปฏิรูป ซึ่งก็มาจากพฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมที่สามารถรับรู้และมองเห็นได้ ขณะที่มีความพยายามจะปรับปรุงและปรับเปลี่ยนให้สื่อเป็นเครื่องมือที่สร้างประโยชน์ให้กับกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน แต่สื่อกลับเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นเครื่องมือให้กับฐานอำนาจทางการเมืองกันอย่างชัดเจน เคยกล่าวว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อวิทยุโทรทัศน์นั้น มีความสำคัญที่มากกว่าสังกัดของตนเองที่ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนเสียอีก จึงมีกฎหมายคุ้มครองที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ก็ไม่เห็นมีสื่อใดที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้านับจำนวนของสื่อดังกล่าวแล้วนำมาพิจารณากับขนาดเนื้อที่และจำนวนประชากรของประเทศไทย แล้วสื่อทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบของตนเองให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ไม่มีทางที่นักการเมืองจะฉกฉวยหาผลประโยชน์ด้วยการแสวงหาการเข้ามาสู่อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ หรือถ้าสื่อดำรงสถานะเป็นผู้สร้างความเข้าใจอันดีต่อกันเพื่อก่อให้เกิดความรักความสามมัคคีของคนในชาติ ก็คงไม่มีการแบ่งพวกตีกันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ น่าจะถึงเวลาที่องค์กรของสื่อเองจะหันกลับมาทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นได้แล้วก่อนที่จะสายไปกว่านี้ นักวิชาการบางคนถึงกับออกมานิยามและให้ความหมายกันเกี่ยวกับสื่อกลายพันธุ์ ทั้งๆ ที่สื่อก็ยังคงต้องเป็นสื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนซึ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม อย่าไปดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรมเลย ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็นให้ได้เสียก่อนก็เพียงพอที่จะทำให้ประเทศชาติอยู่รอดได้แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พฤติกรรมประจำที่เกิดขึ้นกับสื่อของรัฐก็คือการปรับตัวเข้ากับอำนาจรัฐชนิดไม่ลืมหูลืมตาไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมาบริหารประเทศ เรียกว่าพยายามผูกองค์กรตัวเองไว้กับฐานอำนาจตลอดเวลาทั้งๆ ที่มีกฎหมายคุ้มครองอย่างที่กล่าวแล้ว คำกล่าวอ้างที่ใช้เป็นประจำคือการเป็นสื่อของรัฐ ซึ่งเคยวิจารณ์ไปแล้วว่า ถ้าผู้บริหารสื่อของรัฐยังไม่เข้าใจคำว่า "รัฐ" กับ "รัฐบาล" ก็ยากที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะมีแนวทางในการปฏิรูปสื่ออย่างไรก็ตาม และพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งที่สังคมน่าจะให้ความสนใจมากๆ คือกลายเป็นว่าสื่อของรัฐต้องการจะหารายได้เหมือนทำธุรกิจโดยมีข้ออ้างว่าสามารถที่จะพัฒนาคุณภาพได้ง่าย สำหรับสื่อที่เป็นการทำธุรกิจเอกชนก็มุ่งทำมาหากินทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไรบ้าง ไร้จิตสำนึกว่าความถี่ของคลื่นวิทยุโทรทัศน์นั้นเป็นของสาธารณะที่กำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ในสภาพปัจจุบันคล้ายกับว่าความถี่นั้นเป็นของตนเองที่จะคิดจะทำอะไรก็ได้ สังคมจึงได้เห็นรายการวิทยุรายการโทรทัศน์ที่เป็นรายการขยะอยู่มากมาย กระจายไปทั่วประเภทของรายการที่ไม่เว้นแม้แต่รายการข่าวทางสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ไม่ได้คำนึงถึงว่าประชาชนหรือสังคมจะได้อะไร ขอเพียงแต่สปอนเซ่อร์พอใจและให้โฆษณาก็พอแล้ว จึงกลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยทำให้สังคมได้รับผลกระทบในเชิงลบและไม่สร้างสรรค์จรรโลงอะไรลงไปเรื่อยๆ การบริโภครายการต่างๆ จากสื่อสะท้อนให้เห็นได้ในทุกมิติของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงเห็นและตอบได้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสรุปสุดท้ายทางด้านสังคมที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าห่วงและน่าวิตกที่สุด สังคมไทยกลายเป็น "สังคมของความเชื่อ" ไปมากกว่าที่จะเป็น "สังคมของความจริง" เป็นสังคมที่ยอมรับการปลุกระดมมากกว่าที่จะค้นหาและแสวงหาความจริงด้วยเหตุและผล เพราะประชาชนยังขาดความรู้และขาดความกระตือรือร้น ชอบที่จะรับฟังจากการบอกเล่าและปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ กับการยัดเยียดข้อมูลที่เราสามารถที่จะรับได้จากหลายๆ ทางเพื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบ สิ่งสำคัญที่เป็นตัวทำลายสังคมมากที่สุดในขณะนี้ คือ "การเมืองแบบแม่ยก" ที่ไม่เพียงแต่มีต่อพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเท่านั้น ในขณะนี้ได้ขยายออกมาถึงการเมืองภาคประชาชนด้วยแล้วอย่างเต็มรูปแบบ จากพฤติกรรมที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่แตกต่างออกไป หรือใครที่ไม่เห็นด้วยจะต้องกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของบรรดาแกนนำของแต่ละฝ่าย ที่อ้างถึงการกระทำเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติเพื่อหาจุดร่วม และพยายามปลุกเร้าให้ประชาชนคล้อยตามเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง โดยไม่ต้องฉุกคิดต่อพฤติกรรมแอบแฝงและผลประโยชน์ของตนแต่อย่างใด และไม่ใส่ใจต่อกระบวนการอื่นที่อาจมีวิธีการที่แตกต่างออกไป หลักการและวิธีการในลักษณะนี้ สามารถใช้ได้ผลมาแล้วในทุกยุคทุกสมัยนับตั้งแต่การโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มสังคมนิยมที่นิยมระบอบคอมมิวนิสต์ เป็นกระบวนการสื่อสารแบบหนึ่งที่ใช้กันมาในอดีต แต่เมื่อปัดฝุ่นก็สามารถนำมาใช้กันได้อีกครั้งในเมื่อความรู้ของประชาชนยังไม่ดีพอ การศึกษาอาจจะดูดีขึ้นแต่ยังดีไม่พอที่จะรู้เท่าทันกลยุทธ์ที่ใช้กันในปัจจุบัน โดยแกนนำบางคนบางกลุ่มใช้วิธีการสร้างประเด็นที่เป็นจุดร่วมดังที่กล่าวข้างต้น ในขณะที่แกนนำบางคนบางกลุ่มอาจใช้การจ้างด้วยเงินทอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้จะถูกนำมากล่าวอ้างและว่ากันไปมาโดยไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าสังคมของความเชื่อมีอิทธิพลเหนือสังคมของความจริง จะเป็นเหตุจากพฤติกรรมส่วนตัวของปัจเจกที่มีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ฐานะทางด้านเศรษฐกิจ และฐานะในทางสัมคม ที่ทำให้ไม่สามารถค้นหาและเข้าถึงความจริงได้ ประชาชนก็จะตัดสินใจไปบนฐานข้อมูลของการปลุกระดมที่ถูกนำมาใช้เพื่อความเชื่อ ในขณะที่ความจริงจะถูกละเลยทั้งจากกลไกต่างๆ ที่อยู่ในระบบที่มีอคติและการขาดความสนใจตามพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ก็จะยิ่งเป็นเหตุที่ทำให้สังคมเกิดความแตกแยกและสร้างความร้าวฉานให้แก่กันมากขึ้น ใครจะมีความเห็นอย่างไรในเรื่องของการไม่เลือกข้างแม้จะอ้างว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่ถูกต้องและเป็นฝ่ายธรรมะก็ตาม แต่ก็ยังเป็นสิทธิ์ของตัวเราที่จะติดตามดูว่าสิ่งที่กล่าวอ้างนั้นมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด นอกจากไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการเลือกข้างแล้ว ยังสามารถทีจะถอยออกมาจากความขัดแย้งนั้นได้อีกด้วย อย่างน้อยก็เป็นการช่วยให้ปัญหาลดระดับความรุนแรงลงด้วยจำนวนคนที่ลดลง และลองทบทวนดูว่าบทบาทที่จะทำให้บ้านเมืองมีความสงบและมีความสมานฉันท์ที่แท้จริงนั้นควรเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเสกสรรค์ปั้นแต่งคำพูดที่จะเอามาเสียดสีหรือด่าทอกัน อาจจะมองเห็นแนวทางของบทบาทที่สมควรจะเป็นจากสติและปัญญาของตนเอง เพราะถ้าจะหวังให้ฝ่ายที่ขัดแย้งกันมีสำนึกและตระหนักในเรื่องนี้เห็นทีจะยากไปเสียแล้ว เพราะขณะนี้ไม่มีฝ่ายไหนที่มองเห็นตัวเองแล้วทบทวนเพื่อแก้ไข นอกจากจะมองเห็นจุดบกพร่องของคนอื่นแล้วต้องการให้เขาเปลี่ยนแปลง เมื่อเป็นกันอย่างนี้แล้วเรายังจะเลือกข้างเลือกฝ่ายกันอยู่หรือ ลองสะกิดต่อมความคิดของเรากันไว้สักนิดว่า ขณะนี้เรากำลังรับข้อมูลข่าวสารของ "สังคมของความเชื่อ" หรือ "สังคมของความจริง" และเราได้รับรู้ข้อมูลเรื่องนั้นครบถ้วนกระบวนความในทุกๆ ด้านหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายของภาพรวมจากเหตุการณ์ที่ผ่านมารวมหนึ่งปี ทั้งการเมือง สื่อ และสังคม มีพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกันในเชิงลบต่อความรู้สึกของคนไทย มากกว่าที่จะได้รับอรรถประโยชน์หรือสิ่งที่มีคุณค่าควรแก่การจดจำเอาไปบอกต่อแก่ลูกหลานหรืออนุชนคนรุ่นหลัง รอยด่างที่เป็นมลทินของการเมืองไทยถูกตีความไปคนละทางสองทาง จากทิศทางการเมืองที่ถูกแก้ปัญหาบนความขัดแย้งและมีสื่อเป็นเครื่องมือในการเติมเชื้อปะทุอยู่ตลอดเวลา สังคมของความเชื่อกำลังแผ่ขยายออกไปในสังคมมากขึ้น เพราะกระบวนการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทำให้ช่องว่างที่มีห่างออกไปอีกอย่างไม่น่าเชื่อ จากสาเหตุของความรุนแรงทางวาจาและการดูถูกเหยียดหยาม ที่ไม่มีใครให้ความสำคัญเลยว่าเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายที่สุด เพราะยังมีความพยายามที่จะใช้กันอยู่ในทุกเวทีไม่เว้นแม้กระทั่งการให้ความคิดเห็นในรายการคุยข่าว หรือรายการสนทนาประเด็นทางการเมือง รวมทั้งยังแสดงออกมาด้วยคำพูดในการโปรยหัวข่าวตามสื่อสิ่งพิมพ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ด้วยพฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมของสื่อแบบนี้ อาจจะทำให้บรรดาคนที่ไม่เลือกข้างมีการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น นั่นคือ การเลือกที่จะไม่เป็นข้างเดียวกันกับฝ่ายที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นภัยอันร้ายแรงต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติ การกระทำที่ลุอำนาจต่อความรู้สึกของคนนั้นเป็นตัวทำลายทุกสิ่งทุกอย่างมานักต่อนักแล้ว หากประเทศไทยยังมีบทเรียนในเรื่องนี้ไม่มากพอ เราคงได้เห็นการลุกขึ้นมาต่อสู้ของคนที่คิดแตกต่างกันแต่ถูกเหยียดหยาม โดยไม่ต้องหาเหตุผลใดๆ มารองรับการกระทำกันอีกแล้ว แล้ววันนั้นแม้จะรู้ว่าการยั่วยุกันไปมาคือสาเหตุ แต่มันอาจจะสายเกินแก้ไปเสียแล้ว นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ไม่ค่อยจะมีใครยอมรับความจริงกันมากนัก ดังนั้น เราควรที่จะรู้ว่า เราน่าจะทำตัวและวางตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-563719609476309921?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/563719609476309921/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=563719609476309921' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/563719609476309921'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/563719609476309921'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/12/blog-post_31.html' title='บทสรุปที่เป็นบทเรียน'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-2572295159067062237</id><published>2008-12-15T19:03:00.006+07:00</published><updated>2009-01-27T18:40:28.352+07:00</updated><title type='text'>เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนข้าง</title><content type='html'>วันนี้เราได้ชื่อบุคคลที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจากการโหวตในสภาเรียบร้อยแล้ว คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงเหลือแต่ขั้นตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการเท่านั้น นับเป็นการเปลี่ยนขั้วจากการเป็นฝ่ายค้านมาเป็นฝ่ายรัฐบาล คงต้องติดตามการบริหารงานกันต่อไปว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่ใช่มีเพียงแต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายออกมาเรียกร้องและให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่ยังมีปัญหาของความขัดแย้งในสังคมที่มีแนวโน้มว่าชนวนความรุนแรงจะเปลี่ยนข้างไป ทั้งยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีการปฏิบัติในลักษณะเดียวกันกับที่อีกฝ่ายหนึ่งได้เคยทำไว้ รัฐบาลใหม่จะมีวิธีการจัดการอย่างไร แต่ถ้าหากอยากให้ "การเมืองภาคประชาชน" มีคุณค่าที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การใช้ "การเมืองภาคประชาชน" ควรจะต้องอยู่ในบทบาทที่ไม่ก้าวล่วงสิทธิของผู้อื่นและไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้ที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหายเสียเอง ทุกย่างก้าวของการเมืองจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อการก้าวสู่มิติของการพัฒนาทางการเมืองให้หลุดพ้นออกมาจากจุดเสื่อมถอยของการเมืองให้ได้ ถ้าจะพูดกันอย่างง่ายๆ ต้องอย่าให้เป็นแบบ "ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" เพราะหลายสิ่งหลายอย่างก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกฯ ในสภา อาจจะดูเหมือนว่าวนซ้ำรอยเดิมของวงจรการเมืองที่ไม่ค่อยดีนัก ไม่ว่าจะเป็นการจับขั้วใหม่หรือการจัดฝ่ายบริหารตามโควต้า จึงได้แต่หวังว่านักการเมืองจะตั้งใจทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองกันเสียที ส่วนประชาชนเองก็คงจะต้องสร้างการเมืองภาคประชาชนให้มีบรรทัดฐานในการดำเนินงาน ที่สร้างให้เกิดการยอมรับมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนจะคิดและกระทำการใดๆ ต้องไม่ทำให้ส่วนรวมและประเทศชาติต้องเสียหาย เพราะการนำมาเปรียบเทียบกับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นถ้าไม่ได้ดำเนินการ ในขณะที่ยังมีกระบวนการอื่นๆ ดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่ด้วย ไม่มีความคุ้มค่าพอที่จะนำมากล่าวอ้างได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-2572295159067062237?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/2572295159067062237/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=2572295159067062237' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/2572295159067062237'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/2572295159067062237'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/12/blog-post_15.html' title='เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนข้าง'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-5823161355190159730</id><published>2008-12-02T13:29:00.028+07:00</published><updated>2008-12-03T20:20:18.631+07:00</updated><title type='text'>ควรหรือไม่ควร จบหรือไม่จบ ฤาจะสายเกินไปเสียแล้ว</title><content type='html'>ทันทีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคการเมือง 3 พรรคจากการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งเมื่อหลังเที่ยงวันวันนี้ เป็นการยุติบทบาทในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามของพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปด้วยเป็นเวลา 5 ปี ที่สำคัญที่สุด คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค ต้องสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีทันที ความอึมครึมและการความขัดแย้งทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ดูจะมีความชัดเจนมากขึ้น ภาพข่าวที่ออกมาตามสื่อมวลชนอาจเห็นความแตกต่างทางอารมณ์และความรู้สึกของแต่ละฝ่ายได้ ทางฝ่ายเสื้อแดง นปช.อาจจะรู้สึกว่าฝ่ายตนพ่ายแพ้พร้อมกับวิจารณ์การทำงานของกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา ในขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลือง "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" อาจทึกทักเอาว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายตนเพราะมีผลที่ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องยุติการทำหน้าที่ และก็เป็นเช่นนั้นจริง ถ้าได้ดูภาพทาง AsTV ในทันทีที่การอ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคสิ้นสุดลง ก็มีเสียงไชโยโห่ร้องและเสียงประกาศชัยชนะของผู้ทำหน้าที่โฆษกบนเวทีที่สุวรรณภูมิในขณะนั้น พร้อมกับมีการเต้นและร้องรำทำเพลงกันอย่างลิงโลด ไม่ว่าจะเป็นความสมหวังหรือผิดหวังของแต่ละฝ่ายต่างก็อยู่บนซากความหายนะของประเทศ ผู้เขียนคงไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในกระแสของชัยชนะหรืออารมณ์ของความพ่ายแพ้ เพราะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทบาทของกระบวนการอื่นที่มีอยู่ในบ้านเมืองมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ต้องกล่าวถึงบทบาทของกระบวนการอื่นนั้น เพื่อต้องการให้เห็นว่าในบ้านเมืองนี้ยังมีกฎเกณฑ์หรือกฎหมายที่เป็นหลักของสังคม เพื่อให้บ้านเมืองและคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ เพราะผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้มีนัยในการบ่งบอกของสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ ศาลไม่ได้วินิจฉัยไปตามแรงกดดันที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกมาเรียกร้องและชุมนุม ฝ่ายที่คิดว่าการออกมาเรียกร้องของตัวเองเป็นแรงกดดันให้สิ่งต่างๆ เป็นอย่างนี้ ก็ลองคิดกันให้ดีดีว่าการกล่าวอย่างนั้นเป็นการลดความน่าเชื่อถือของศาลหรือไม่ สังคมส่วนใหญ่ยังคงให้ความเชื่อถือและเคารพต่อการทำงานของกระบวนการนี้ แม้จะมีแรงสั่นคลอนจากข้อกล่าวหาในบางเรื่องอยู่บ้างก็ตาม นั่นหมายความว่าพวกเราน่าจะมีสติคิดอ่านกันให้รอบคอบ ต่อการที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาแล้วเกิดผลเสียกับประเทศและสังคมโดยรวม ปัญหาของการที่จะชี้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดในทางการเมืองขณะนี้ เราควรฉลาดพอที่จะมองเห็นได้ว่าจะต้องเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมถึงจะยอมรับกันได้ ดังนั้น ความจำเป็นในการใช้การเมืองภาคประชาชนมาชุมนุมเพื่อกดดัน คงไม่จำเป็นต้องทำให้กลายเป็นหายนะของบ้านเมืองอย่างที่ผ่านมา คำว่า "คุ้มหรือไม่คุ้ม" อาจจะต้องย้อนกลับไปคิดว่า "ควรหรือไม่ควร" เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ "จบหรือไม่จบ" ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่สามารถจะชี้ชัดลงไปได้ เพราะอะไรหรือ? เพราะยังมีการหาช่องว่างของบทบัญญัติจากกฎหมายต่างๆ กันต่ออีก โดยฝ่ายหนึ่งมองปัญหาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์รัฐประหารในอดีต ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมองปัญหาที่เชื่อมโยงกับตัวอดีตผู้นำที่ศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิด ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านล่วงเลยมาจนถึงขั้นนี้ ผู้เขียนจึงคิดว่าคงยังไม่มีทีท่าที่จะสงบลงอย่างง่ายๆ แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่อาจจะไปว่ากล่าวผู้ใดได้นอกจากการใช้สติและปัญญาของตัวเราเอง ในการพิจารณาว่าควรหรือไม่ควรทำในสิ่งใด การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดยังเป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะมีจุดยืนอย่างนี้ได้ เพราะไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่รู้หรือไม่เข้าใจความบกพร่องของการเมืองที่ผ่านมา แต่ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงก็คงไม่ใช่การที่จะทำอะไรได้เพียงชั่วข้ามคืน จะต้องระมัดระวังในการก้าวไปข้างหน้าของประเทศด้วย เพราะแนวคิดเช่นนี้จะทำให้เรามีสติและจะไม่ยอมทำอะไรให้เสียหายเพิ่มเติมไปจากเดิมอีก ทุกย่างก้าวต่อจากนี้ทุกคนควรตระหนักว่าถ้าประเทศต้องการความรักความสามัคคี ในขณะที่สังคมยังคงมีกระแสของการแบ่งฝ่ายอยู่อย่างชัดเจนรวมทั้งเชื่อในหลักที่ตนเองยึดถือ จะต้องลดการว่ากล่าวและการปลุกระดมผ่านสื่อลงบ้าง ไม่เช่นแล้วก็ยังมีสิทธิ์ที่จะถูกมองว่ามีการกระทำที่ไม่ตรงกับสิ่งที่พูด ไม่ควรจะก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างที่เคยเกิดหลังจากที่กลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดโดนบริภาษอย่างเสียๆ หายๆ ซึ่งเท่ากับทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพูดนั้นตัดสินใจได้ง่ายขึ้น คือแม้จะไม่ไปเข้ากับอีกฝ่ายแต่ก็จะไม่มีวันสนับสนุนฝ่ายที่กล่าวอย่างนั้น นอกจากนั้นควรจะต้องช่วยกันคิดได้แล้วว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะกับประชาชนทั่วไปที่เป็นฐานสำคัญของฝ่ายตัวเอง จะมีการปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนให้พวกเขาโดยเร็ว ให้สมกับที่ชอบพูดกันนักว่าแม้จะคิดต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกระทำที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่ายทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการดึงดันของทั้งคู่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง แม้แกนนำของแต่ละฝ่ายพยายามที่จะสร้างสรรค์ปั้นแต่งคำมาใช้เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับฝ่ายตน แต่ก็ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือได้อย่างสนิทใจของสังคมเมื่อคิดอย่างมีสติและใช้ปัญญา การที่มีใครเสนอแนวคิดต่างๆ ให้แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดหรืออาจแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด แต่ถ้ารับฟังและนำมาพิจารณาก็น่าที่จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับคนที่ฉลาดและอยากให้บ้านเมืองสงบจริง รวมทั้งไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาอีกเพื่อแลกกับสิ่งที่เป็นความเสียหายของบ้านเมืองที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นนี้จะต้องใช้เวลาอีกเท่าใดในการฟื้นฟูท่ามกลางสภาวะวิกฤตต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวในเวลานี้ โดยส่วนตัวยังไม่เชื่อว่าปัญหาต่างๆ ทางการเมืองจะยุติได้ เพราะเมื่อสุดท้ายแล้วเราจะต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น จึงทำให้จะต้องมีการดำเนินการทางการเมืองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งบอกล่วงหน้าไว้ได้เลยว่าย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่ายเป็นแน่ แต่ฝ่ายที่กระทำก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ในเมื่อธงของแต่ละฝ่ายไม่ได้มีแนวโน้มที่จะมาหาจุดยืนร่วมกันได้เลย และก็ไม่มีฝ่ายใดที่จะเสียสละให้กับบ้านเมืองเสียด้วย คงจะต้องติดตามกันในตอนต่อไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกกับการเมืองของไทย แต่คงต้องมีความวุ่นวายเกิดขึ้นแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฤาจะสายเกินไปเสียแล้ว สำหรับการจะหาทางออกให้กับการเมืองไทยที่ควรจะเป็นไปตามระบบ และให้บ้านเมืองสงบอย่างที่ทุกคนมีความปรารถนา เพราะยิ่งเหตุการณ์ถูกปล่อยปละละเลยยิ่งทำให้สังคมมีข้อสงสัยเพิ่มมากขึ้นทุกที ผลพวงของความขัดแย้งทางการเมืองแบบแม่ยกส่งผลให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ ต่อให้มีการรณรงค์และเรียกร้องกันโดยไม่มีการศึกษาจุดบกพร่องขององค์ประกอบต่างๆ แล้วทำการแก้ไข ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่คงไม่หมดไปเพียงแต่รอวันประทุขึ้นมาใหม่เท่านั้น การเมืองใหม่ที่บรรดาแกนนำพันธมิตรนำเสนอกันอยู่ก็เป็นแนวคิดอุดมคติสุดโต่ง และไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่คิดแล้วยังทำไม่ได้เท่านั้น สิ่งที่จะทำได้ในเวลานี้กับระบบที่ยังคงเหลืออยู่ ต้องมานั่งคิดร่วมกันและฟังกันบ้าง ถ้าต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าฝ่ายตัวเองถูกและมีความชอบธรรม แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะจะไปพูดแทนผู้อื่นที่เขามีความคิดต่างออกไปได้อย่างไร จากเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นอาจจะสายไปแล้วจริงๆ ก็ได้ เพราะส่งผลให้คนในสังคมได้เห็น นักการเมืองที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง สื่อมวลชนที่ไม่ได้เป็นสื่อมวลชนอย่างแท้จริง ที่เห็นได้ชัดที่สุดอีกประการหนึ่ง คือ ผู้คนพร้อมจะเข่นฆ่ากันได้ทุกเมื่ออย่างชนิดที่ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน แล้วเรื่องอย่างนี้จะมีผู้ใดรับผิดชอบถ้าไม่ช่วยกันและต้องท่องคาถาไว้ก่อนเลยว่า มันยังไม่สายจนเกินไปที่จะปรับและแก้ไขตัวเอง โดยเฉพาะการไม่ตกเข้าไปอยู่ในวงจรของการปลุกระดมเพื่อหามวลชนมาเป็นฐานตามแบบฉบับของการเมืองแม่ยกอีกต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-5823161355190159730?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/5823161355190159730/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=5823161355190159730' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5823161355190159730'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5823161355190159730'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/12/blog-post_02.html' title='ควรหรือไม่ควร จบหรือไม่จบ ฤาจะสายเกินไปเสียแล้ว'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-7951619841283800944</id><published>2008-12-01T12:16:00.008+07:00</published><updated>2008-12-31T15:55:38.589+07:00</updated><title type='text'>ความเสื่อมและการพัฒนาของการเมืองไทย</title><content type='html'>ตลอดเดือน พ.ย.2551 ที่ผ่านมาการเมืองไทยไม่ได้มีภาพของการมีคุณูปการกับสังคมไทยเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย คงไม่ได้กล่าวจนเกินเลยไปจากความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ แต่ถ้าเรายังไม่ยอมรับความจริงเรื่องนี้กันว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้การพัฒนาประเทศในมิติอื่นๆ หยุดชะงัก  จะทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่สามารถเลือกใช้วิธีการที่ดีที่สุดและแก้ไขให้ตรงจุดได้ ที่สำคัญที่สุด คือ การเมืองไทยกลายเป็นตัวปัญหาเสียเองในการทำลายความรักความสามัคคีของคนในชาติไปเสียแล้ว นักการเมืองทุกฝ่ายที่ออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อมวลชนไม่ได้ทำให้สังคมมีแนวทางอะไรดีขึ้นเลย นอกจากการรักษาสถานภาพและภาพลักษณ์ทางการเมืองของแต่ละฝ่ายเท่านั้น วาทกรรมในการทำ "เพื่อชาติ" ของนักการเมืองไม่ได้มีความน่าเชื่อถือหรือมีมนต์ขลังพอที่จะทำให้คนในสังคมคิดเห็นไปตามนั้น หากเราสามารถที่จะทำตาราง checked List เพื่อดูว่าการเมืองไทยมีความเสื่อมหรือว่าพัฒนากันไปอย่างไร คำตอบที่ได้คือการเมืองไทยมีความเสื่อมมากกว่าที่จะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าแน่นอน ส่วนจะไปดูกันว่าเสื่อมแค่ไหนอย่างไรคงต้องไปดูรายละเอียดในแต่ละองค์ประกอบของการเมือง ซึ่งมีหลักและวิธีคิดในลักษณะของการเมืองเปรียบเทียบที่ใช้กันอยู่ในแวดวงวิชาการ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-7951619841283800944?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/7951619841283800944/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=7951619841283800944' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/7951619841283800944'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/7951619841283800944'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='ความเสื่อมและการพัฒนาของการเมืองไทย'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-115307260367074879</id><published>2008-11-01T16:27:00.025+07:00</published><updated>2008-12-01T12:14:10.642+07:00</updated><title type='text'>เวลาพูด อย่าเอานิ้วอุดหู</title><content type='html'>ใครจะมาว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรือไม่รักประชาธิปไตยไม่ได้อีกแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้เลือกข้าง เพราะโดนเข้าไปเต็มๆ กับการถูกแกนนำพันธมิตร นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวปราศรัยบนเวทีว่าเป็น "พวกชิงหมาเกิด" ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพูดไปด้วยความมันแบบติดลมหรือเปล่า เพราะมีผลทำให้คนที่ยังไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าอย่างไรเสียก็คงไม่ไปเป็นฝ่ายพันธมิตรอย่างแน่นอน แม้จะเห็นด้วยในบางประเด็นที่เรียกร้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปเข้าข้าง นปก.หรือ นปช. เพียงแต่จะให้รู้ไว้ว่าแนวร่วมของพันธมิตรลดลงไปเพราะการพูดของแกนนำเอง การเขียนบทความแต่ละครั้งพยายามที่จะเสนอและให้ข้อคิดกับสังคมโดยไม่เอ่ยชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ครั้งนี้คงต้องระบุเพราะต้องการยืนยันว่าไม่ได้นั่งเทียนเขียนและได้ยินมากับหูของตัวเอง ในบางครั้งที่ได้อ่านความเห็นที่แสดงตามเว็บบอร์ดต่างๆ ที่กล่าวว่า คนที่ด่าว่าพันธมิตรและไม่สนับสนุนพันธมิตรดูแต่ฟรีทีวี ก็ต้องขอยืนยันไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่าในแต่ละวันดู AsTV มากกว่าฟรีทีวีเสียอีก ในช่วงแรกๆ ประเด็นและเนื้อหาดีที่ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ทำหน้าที่สื่อมวลชนได้ดีมีความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดกับคนในชาติ แต่ในระยะหลังมานี้ดูจะด้อยลงไปโดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันที่จะก่อให้เกิดความรักและสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งก็เป็นพันธกิจและหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมด้วย นอกจากนั้นยัง มีการกระทำบางอย่างที่รับไม่ได้พอๆ กับทักษิณ รัฐบาลนอมินี และลิ่วล้อ จนถึงขนาดทำให้สามารถคิดย้อนกลับไปในข้อสงสัยเดิม ว่ามีผลประโยชน์ขัดแย้งกันเป็นการส่วนตัวอย่างที่สังคมเคยรับรู้มาหรือไม่ เพราะคุณสนธิฯ เริ่มพูดแบบเอานิ้วอุดหูไประหว่างพูดด้วย ทำให้ไม่ได้ยินเสียงตัวเองว่าได้พูดอะไรออกไปบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมองกลุ่มผู้ชุมนุมทุกกลุ่มนั้น ต้องมองว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่สามารถจะทำได้ แต่จะต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายและไม่รุกล้ำสิทธิผู้อื่น การกล่าวเช่นนี้มิใช่ว่าจะไม่มองเหตุผลอื่นประกอบอีกเลย ในฐานะที่ผ่านการศึกษาในโรงเรียนทหารซึ่งต้องเรียนทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี รวมทั้งงานปฏิบัติการจิตวิทยาและงานประชาสัมพันธ์ จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าการควบคุมคนหมู่มากนั้นเป็นงานที่ยากยิ่ง อาจทำให้ความรับผิดชอบที่จะกำกับดูแลทำได้ไม่ทั่วถึง เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น จึงพยายามมองด้วยความเป็นธรรมและมองเจตนารมณ์ของเหตุการณ์นั้นๆ เป็นหลัก หากมีสิ่งใดที่จะให้ข้อคิดกับผู้คนในสังคมได้ก็พยายามที่จะทำในสิ่งนั้น แทนที่จะปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายและลุกลามไปจนยากที่จะแก้ไขอย่างเช่นการเมืองไทยในทุกวันนี้ โดยส่วนตัวแล้วความไม่ชอบในเรื่องของการพูดส่อเสียดหรือการด่าทอกัน ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดเอาในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ชอบและแสดงออกมาตลอดเวลาโดยเฉพาะสิ่งที่ปรากฏออกมาสู่สังคมและสาธารณะ ไม่เคยปลื้มแม้กระทั่งการชื่นชมนักการเมืองที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่ใช้วาจาเชือดเฉือนกันถึงขนาดตั้งฉายาว่า "มีดโกนอาบน้ำผึ้ง" ดังนั้น การที่เป็นสื่อมวลชนจะต้องมองคนในสังคมเป็นภาพรวมของคนไทย และเมื่อตระหนักถึงพันธกิจและหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันเพื่อความรักและสามัคคี จะต้องไม่ใช้วิธีการปลุกระดมที่จะทำให้คนแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าอีกฝ่ายหนึ่งดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอยู่ด้วย ก็อยากจะให้ข้อคิดว่าแล้วฝ่ายเราจะไปกระทำในสิ่งที่ไม่ดีอย่างที่อีกฝ่ายกระทำไปทำไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อกล้าที่จะบอกกับสาธารณะแบบนี้ ก็มีความจำเป็นต้องขยายความเพื่อให้เป็นที่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนดัดจริตหรือทำตัวเป็นผู้ดีที่ฟังคำส่อเสียดหรือคำหยาบไม่ได้ บอกกันได้เลยว่าเมื่อเวลาที่ผู้เขียนอยู่กับเพื่อนๆ ที่มีความเป็นส่วนตัว ก็ใช้ลักษณะของการพูดจาที่ไม่เบาทีเดียว แต่เป็นการแสดงออกมาในภาพของความสนิทสนมกันระหว่างเพื่อนฝูง ซึ่งไม่ต้องกล่าวถึงรายละเอียดของคำพูดก็พอจะเข้าใจกันได้ แต่นั่นคือความเป็นส่วนตัว (private) ไม่ใช่เป็นการพูดจาออกไปสู่สาธารณะ (public) เรื่องลักษณะนี้ผู้ที่จะรู้ดีที่สุดคือผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชน ในการทำงานนั้นจะต้องระลึกเสมอว่าสิ่งที่สื่อออกไปมีผลต่อสังคมและสาธารณะ เรื่องนี้คงไม่ต้องถึงกับนำข้อมูลจากการวิจัยมาอ้างอิงเฉพาะเรื่อง ย้อนหลังกลับไปในช่วงที่ผู้เขียนศึกษาในระดับปริญญาโทที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานวิจัยในช่วงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อที่มีต่อสังคม ซึ่งมีข้อสรุปว่าสื่อมวลชนมีอิทธิพลมากที่สุด เพราะฉะนั้นการทำงานของสื่อมวลชนจะต้องตระหนักกับสิ่งที่จะนำเสนอออกไป มาถึงตรงนี้แล้วคงพอจะเห็นได้ว่าผู้เขียนรับไม่ได้กับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรไม่ได้ในเรื่องใด และก็ยังรับไม่ได้กับนักการเมืองที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดที่ได้แต่พูดจาส่อเสียดจนประท้วงกันวุ่นวาย ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงมีอยู่ในสภาอยู่ไม่น้อย เรียกว่าพอเรียกชื่อให้อภิปรายก็รู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น สาธารณะจึงได้รับแต่สิ่งที่ไม่ได้มีค่าพอแก่การจะสร้างความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองได้เลยแม้แต่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักการเมืองไทยดูจะยึดถือแบบอย่างของการพูดมากกว่าการทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่ละคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนตีฝีปากกระแนะกระแหนกันทุกครั้งที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร บางคนได้โควต้าเวลามาเพื่อที่จะอภิปรายแต่กลับใช้เวลาไปมากกว่าครึ่งหนึ่งพูดจาว่ากล่าวกัน จนสาระที่ควรจะอภิปรายกลับไม่ได้นำเสนอภายในกำหนดเวลาของตน ยิ่งมีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ในแต่ละครั้งจะเห็นภาพของความเสื่อมในลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ บางทีก็เป็นสภาฯ ที่เล่นปาหี่กันไปอย่างน่าเสียดายภาษีที่เสียไป ถ้าจะรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไร้คุณภาพและมีการกระทำแบบนี้ คงจะได้รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลกันมากพอสมควร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทางพรรคการเมืองต้นสังกัดจะมีการประเมินพฤติกรรมดังกล่าวนี้หรือไม่ แต่คาดว่าคงจะไม่มีเพราะคนที่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงแต่อย่างใด เมื่อหันกลับมาพิจารณาทางด้านสื่อมวลชนทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมยังไม่ครบถ้วนจริง สิ่งที่ขาดหายไปอย่างมากในเวลานี้คือความไม่เที่ยงตรง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมที่รุนแรงมาก คือ ขาดการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันอันจะนำไปสู่ความรักความสามัคคีของคนไทย ยังไม่ต้องมองว่าจะมีฝ่ายไหนใช้สื่อเป็นเครื่องมือปลุกระดม เพราะเพียงแค่ทำหน้าที่ได้ไม่ครบก็เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวงแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากนั้น การที่คุณสนธิฯ เป็นสื่อมวลชนและนำเสนอข้อมูลต่างๆ ด้วยการจัดรายการเมืองไทยวันนี้ทางช่องเก้า อสมท. หรือโมเดิร์นไนน์ทีวีก่อนจะมาต่อต้านทักษิณ ก็มีการพูดที่อยู่ในลักษณะของการเอานิ้วอุดหูจนไม่ได้ยินเสียงพูดของตนเอง และก็จำสิ่งที่ตนเองพูดไว้ไม่ได้ เช่น ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ในขณะที่พวกเรามองเห็นกันในแวดวงวิชาการว่าการบริหารประเทศของทักษิณกำลังสุ่มเสี่ยงกับการใช้นโยบายประชานิยม จนทำให้ผู้เขียนเชื่อได้ไม่สนิทใจแม้จะมองเห็นร่วมกันกับการเรียกร้องในประเด็นของทักษิณ ว่ายังต้องมีเรื่องราวที่เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังที่สาธารณะยังไม่อาจรับรู้ได้ เช่นเดียวกับการมองปัญหาทางการเมืองของไทยที่ไม่อาจฟันธงอะไรง่ายๆ เพราะคนในสังคมจะไม่ค่อยได้รู้ว่านักการเมืองเขาตกลงอะไรกันอยู่ จากจุดนี้ที่ทำให้ผู้เขียนมองว่าแม้แต่สื่อมวลชนเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และยังทำให้คุณค่าของสื่อมวลชนหมดความน่าเชื่อถือลงไปด้วย ไม่ต่างอะไรกับสื่อมวลชนที่เป็นหน่วยงานของรัฐเลือกที่จะทำงานสนองตอบรัฐบาล ทั้งๆ ที่ผู้เขียนเคยถามว่าถ้ารัฐบาลบริหารงานอย่างไม่มีธรรมาภิบาลแล้วจะยังสนับสนุนรัฐบาลอยู่กระนั้นหรือ เหตุใดจึงไม่เลือกที่จะทำหน้าที่สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ที่รัฐธรรมนูญเองก็ให้การคุ้มครองไว้ ด้วยการให้ความสำคัญกับประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยไม่แบ่งออกเป็นฝ่ายไหนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ข้อเขียนนี้จะดูเหมือนว่าผู้เขียนมุ่งแสดงจุดยืนของตนเองเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็อยากจะฝากข้อคิดไว้ในการมองปัญหาต่างๆ ว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไปบนพื้นฐานของอารมณ์โกรธหรือความเกลียดและความไม่รู้ ในขณะที่องค์ประกอบต่างๆ ในสังคมยังไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของสื่อมวลชนที่มีสถานะเป็นฐานันดรพิเศษในสังคม ยิ่งถ้าจะต้องทำให้กลายมาเป็นข้อขัดแย้งระหว่างผู้คนในสังคมด้วยกันเอง ควรจะต้องมีสติให้มากๆ ต่อการรับรู้และเชื่อในสิ่งที่สื่อมวลชนนำเสนอ กระบวนการในการรับรู้ของเราจะต้องมีการคัดกรองและพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างรอบด้าน เพื่อให้การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเป็นไปอย่างมีคุณค่าและสามารถที่จะรู้ว่าอะไรคือจุดของความพอดี คำพูดที่ได้ยินเสมอว่าเราจะต้องรู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ความถูกผิดในเรื่องของพฤติกรรมและการกระทำของปัจเจกอาจดูได้ง่าย แต่ปัญหาของสังคมและการเมืองมีประเด็นที่ซับซ้อนและมีปัญหาขององค์ประกอบต่างๆ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นและคงไม่มีใครอยากจะไปอยู่กับฝ่ายไม่ถูกต้อง เราจึงควรที่จะมีกระบวนการของตัวเราในการพินิจพิจารณาความถูกต้องอย่างมีเหตุผล มากกว่าที่จะใช้อารมณ์และความรู้สึกในการตัดสินเรื่องต่างๆ เพราะการทำอย่างนั้นเท่ากับว่าเราละเลยกระบวนการที่สำคัญของตัวเราเองไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาพูด อย่าเอานิ้วอุดหู เพราะจะไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงของตัวเอง รวมทั้งเสียงจากผู้อื่นที่ต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย ถ้าเราทุกคนต้องการหาทางออกให้กับประเทศชาติควรยอมรับฟังเสียงจากหลายๆ ทาง เพราะหนทางในการแก้ปัญหาคงไม่ได้มีหนทางเดียวแน่นอน และบางทีอาจจะต้องใช้เวลาในเมื่อปัญหาต่างๆ ถูกปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้นมาในสังคมไทยเป็นเวลานาน รวมทั้งจะต้องยอมรับความจริงว่าพื้นฐานความรู้ของคนในสังคมไม่เหมือนและไม่เท่ากัน จะเป็นด้วยโอกาสที่ด้อยกว่าหรือจากเหตุผลใดๆ ก็คงจะไม่เหมาะที่จะมาว่ากล่าวกันจนเกิดเป็นข้อขัดแย้งแบ่งออกเป็นพวกเป็นฝ่าย เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปลายเหตุของปัญหาที่จะต้องอาศัยความเข้าใจมาช่วยกันทำให้ทุกอย่างดีขึ้น การแก้ปัญหาของบ้านเมืองเป็นเรื่องที่มีความสำคัญซึ่งต้องมองอย่างรอบด้าน แก้ปัญหาแล้วบ้านเมืองจะต้องดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าเพียงแต่แก้ปัญหาที่ต้องการได้แต่กลายเป็นมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นมาแทน คงไม่ใช่ความสำเร็จหรือชัยชนะที่สง่างามของประเทศชาติโดยรวม จึงอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถ้าพูดกันตรงๆ ให้ชัดเจนโดยไม่อ้อมค้อม คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับฝ่ายที่เรียกร้องเพราะเห็นความเหลวแหลกของการเมืองที่ผ่านมา เพียงแต่ไม่อยากใช้วิธีการสุดโต่งที่ทำให้บ้านเมืองต้องเสียหายซ้ำเป็นรอบที่สอง ส่วนที่จะบอกว่าควรจะให้ทำอย่างไรนั้น ต้องเอานิ้วที่อุดหูออกเสียก่อนถึงจะได้ยินว่าสิ่งที่ผู้คนพยายามเสนอแนวทางนั้นคืออะไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-115307260367074879?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/115307260367074879/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=115307260367074879' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/115307260367074879'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/115307260367074879'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='เวลาพูด อย่าเอานิ้วอุดหู'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-5895883690050536193</id><published>2008-10-31T10:59:00.015+07:00</published><updated>2008-12-30T10:06:40.709+07:00</updated><title type='text'>วันศุกร์ที่เป็นเหมือนวันสุกดิบ</title><content type='html'>วันนี้ คือ วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม 2551 เป็นวันศุกร์สิ้นเดือนที่คนในกรุงเทพมหานคร มักจะคิดถึงสภาพการจราจรในตอนเย็นวันนี้ว่าจะต้องติดขัดอย่างแสนสาหัส ยิ่งมีฝนตกลงมาด้วยก็ยิ่งจะทวีคูณความติดขัดจนถึงขนาดอาจหยุดนิ่งได้ ที่เรียกกันตามภาษาการรายงานสภาพการจราจรของสถานีวิทยุ จส.100 ว่า "รถติดเป็นวงแหวน" และถ้าเราเข้าไปติดอยู่ในวงแหวนนั้นด้วย ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจกันไว้ได้เลยว่าไม่สามารถจะขยับไปทางไหนได้ อาจจะคล้ายกับการเมืองไทยในขณะนี้ ที่หากเราเข้าไปติดอยู่ในวงแหวนของการเลือกฝ่ายท่ามกลางการใช้สื่อปลุกระดมเพื่อแย่งชิงมวลชนมากกว่าการนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วน ก็คงยากกับการที่จะทำให้การเมืองหลุดพ้นออกมาจากวงจรแห่งความชั่วร้าย และยากที่จะทำให้ความรักความสามัคคีของคนในชาติกลับคืนมาสู่สังคมไทยอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต จากการชุมนุมของฝ่ายต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกันทางก้านการเมืองขณะนี้ ถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงของกระบวนการเรียนรู้ของผู้คนในสังคมไทยแล้ว ออกจะเป็นห่วงไม่ได้ว่าน่าจะมีปัญหาในเรื่องของการแยกแยะสิ่งต่างๆ ที่ได้รับผ่านสื่อ คงไม่ง่ายเหมือนกับคำพูดที่มักจะกล่าวกันว่าให้เลือกฝ่ายที่ถูกต้องและมีความชอบธรรม เพราะในขณะนี้มีแต่สื่อมวลชนที่ตกอยู่ภายใต้กระแสของการปลุกระดมทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่ต่อต้าน สื่อมวลชนที่เหลืออื่นๆ ก็ยังตั้งหน้าตั้งตายัดเยียดความบันเทิงไร้สาระให้สังคมอยู่อย่างเดิม เหมือนกับไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยว่าขณะนี้ประเทศชาติเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ฝ่ายหนึ่งรวมตัวชุมนุมกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งกำลังระดมพลให้มาชุมนุมแสดงพลังเหมือนกันที่รัชมังคลากีฬาสถานในวันพรุ่งนี้ หน่วยงานต่างๆ ทางด้านความมั่นคงของรัฐเองก็ดูจะมีปัญหาในการใช้บังคับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เรียกได้ว่าเป็นช่วงของความตกต่ำที่สุดในการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน สังคมทั่วไปจึงห่วงว่าความขัดแย้งที่มีมาโดยลำดับจะขยายวงออกไป โดยเฉพาะการเผชิญหน้าและปะทะกันจนก่อให้เกิดความรุนแรงตามมา จึงเหมือนกับว่าวันนี้เป็นวันสุกดิบที่จะต้องติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด การกล่าวหากันไปมาดูจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ตึงเครียดเข้าไปทุกขณะ รวมทั้งยังมีการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงจนเกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินบ่อยครั้งขึ้น ในสถานการณ์ที่ยังมีปัญหาในการแยกแยะสิ่งต่างๆ หนทางที่ดีที่สุดคือการไม่เข้าไปอยู่ในวงจรของการปลุกระดมเป็นดีที่สุด แล้วหันมาให้ความสนใจในการติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปคิดวิเคราะห์และแยกแยะให้ดี ก็จะช่วยให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงไปได้ในส่วนหนึ่ง ให้อดทนอดกลั้นต่อการถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติหรืออาจกลายเป็นคนที่ดูดายไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ตาม เพราะองค์ประกอบของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองในสังคมยังไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ โดนเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของสื่อมวลชนยังมีปัญหาอยู่มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าสื่อมวลชนจะพยายามปรับตัวในการทำหน้าที่อยู่บ้าง แต่ก็อาจทำได้เพียงระดับหนึ่งของการรายงานเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ยังดีไม่พอสำหรับการจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ของสังคมในทางการเมืองได้ ยกตัวอย่างเช่นการมีข้อจำกัดของเวลาในการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้รอบด้าน ที่เป็นมากกว่าการรายงานข่าวซึ่งพยายามจะปรับให้มีช่วงเวลาและมีเนื้อหาและข้อมูลของแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน สื่อมวลชนยังเป็นสื่อที่เลือกข้างในทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อที่เป็นของเอกชน ทำงานโดยละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมตามฐานันดรพิเศษที่สื่อมวลชนมีสถานะอยู่ แม้สื่อมวลชนบางสื่อจะกล่าวอ้างว่าทำเพื่อสังคมทำเพื่อส่วนรวมทำเพื่อสถาบันและทำเพื่อประเทศชาติ แต่พฤติกรรมและการกระทำก็ไม่แตกต่างกับสื่อของรัฐ ที่ไม่เคยนำพาความเป็นสื่อมวลชนของตนเองให้หลุดพ้นจากการครอบงำของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยได้เลยแม้แต่น้อย ผลพวงของการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเรียกพวกจึงทำให้เกิดกลุ่มเสื้อสีอย่างที่เป็นอยู่ และต่างฝ่ายก็พร้อมจะดูถูกดูแคลนหรือว่ากล่าวอีกฝ่ายได้ตลอดเวลา ยิ่งฟังเนื้อหาที่ใช้ในการปลุกระดมของทั้งสองฝ่ายแล้ว ทำให้รู้ว่าจะเลือกเสพข่าวสารหรือเชื่อข้อมูลข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่พยายามรับข่าวสารจากทั้งสองฝ่าย แต่ว่ายังไม่เพียงพอที่จะเป็นข้อสรุปของประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางการเมือง นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเหตุการณ์ต่างๆ ยังมีประเด็นซ่อนเร้นที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสรู้อีกมาก จึงไม่ต้องการโหนกระแสการกล่าวอ้างความถูกต้องและความชอบธรรมของฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ไม่วายที่จะถูกบางฝ่ายว่ากล่าวอย่างรุนแรงจนมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เอาอีกฝ่ายแต่ก็รังเกียจพฤติกรรมและความคิดของแกนนำของอีกฝ่าย ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายไม่ควรที่จะกล่าวอ้างเรื่องใดเรื่องหนึ่งแทนคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการว่ากล่าวผู้อื่นในระดับที่เป็นประชาชนเหมือนกันและมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะยิ่งพูดอย่างนั้นมากเท่าใดความขัดแย้งยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น การมองสังคมควรพิจารณาในเรื่องของ "โอกาสทางสังคม" ด้วย การหลับหูหลับตาด่าว่ากันโดยไม่เคยรู้ปัญหาหรือลงไปสัมผัสของจริง เท่ากับเป็นการผลักคนที่ถูกว่ากล่าวไปในทางที่เสียหายให้กลายไปเป็นฝ่ายตรงข้าม นอกจากนั้น ยังอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอีกต่อไป สถานการณ์ปัจจุบันจึงล่อแหลมมากในเมื่อต่างฝ่ายต่างยั่วยุกันไปมาและใช้สื่อเป็นเครื่องมือทั้งสองฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์และเป็นวันสิ้นเดือนของเดือนตุลาคม 2551 การกล่าวว่าเป็นวันสุกดิบนั้นเพราะตั้งใจจะสื่อถึงการเตรียมการ เหมือนกับการจัดงานตามชนบทในส่วนภูมิภาคของประเทศไทย ที่จะเรียกขานวันก่อนที่จะถึงวันงานว่า "วันสุกดิบ" ในครั้งนี้ก็เป็นวันก่อนที่จะถึงการนัดหมายชุมนุมครั้งใหญ่ของฝ่ายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างไปจากอีกฝ่าย ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งได้มีการชุมนุมยืดเยื้อมาเป็นเวลานานแล้ว และจากการที่ต่างฝ่ายต่างโจมตีและว่ากล่าวกันผ่านสื่อมาตลอดเวลา เหมือนเป็นวันสุกดิบของความขัดแย้งที่มีโอกาสขยายตัวออกไปเป็นความรุนแรงได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างยังมีพฤติกรรมที่มีการยั่วยุด้วยคำพูดกันไปมา แล้วใช้ลีลาประเภททอล์คโชว์กระแนะกระแหนกันไปเรื่อยๆ ถ้าหากเป็นผู้อื่นพูดหรือกระทำก็ดูจะยังไม่น่าที่จะตำหนินัก แต่เดี๋ยวนี้ทั้งพิธีกรทั้งผู้อ่านข่าวเป็นผู้ที่กระทำเสียเองโดยไม่ได้คิดเลยว่า การใช้ลีลาหรือวาทะในลักษณะนั้นคือการยั่วยุให้เกิดอารมณ์มาก่อความรุนแรงนั่นเอง ไม่อย่างนั้นคนไทยคงไม่มีคำพูดว่า "ฆ่าได้ หยามไม่ได้" มาใช้พูดกันแน่นอน ก็เลยไม่รู้ว่าบรรดาคนที่พูดผ่านสื่อทั้งหมดได้มีความตระหนักในเรื่องอย่างนี้หรือไม่ แต่ถ้าดูเหตุการณ์ที่ผ่านมายาวๆ ก็คงได้ข้อสรุปว่า "ไม่มี" เพราะนับวันการสร้างคนให้เป็นแกนนำเพื่อที่จะมากล่าวปราศรัย ล้วนแต่มีพิมพ์นิยมเดียวกัน จนบางทีฟังไปแล้วยังคิดว่าถ้าจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองของตัวเอง คงไม่จำเป็นที่จะต้องมาใช้ข้อมูลจากบรรดาคนที่อยู่กับสื่อหากินกับสื่อที่ขาดความรับผิดชอบต่อคนในสังคมส่วนใหญ่เยี่ยงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานันดรพิเศษที่สื่อมีสถานะอยู่นั้น ควรจะเข้าใจสภาพของสังคมและโอกาสของคนส่วนใหญ่ในสังคมมากกว่าใครทั้งสิ้น แต่สื่อกลับเป็นผู้ที่ตัดสินคนในสังคมเสียเองว่า ถ้าใครไม่ฟังข้อมูลจากตนแล้วต้องเป็นคนโง่เป็นคนไม่รู้เท่าทันเล่ห์เพทุบายต่างๆ ที่ตัวเองมองเห็น คนอื่นอาจจะคล้อยไปตามกระแสอย่างที่เป็นกันอยู่ในขณะนี้ แต่ผู้เขียนกลับมองว่าสื่อนั้นกำลังหลงตัวเองและกำลังทำให้สังคมแตกแยกมากขึ้นไปอีก ตราบใดที่สื่อยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้มวลชนหรือคนทั้งประเทศให้มีความเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้ในสังคม แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างเช่นคนในประเทศที่มีความเป็นอารยะอย่างที่ชอบกล่าวอ้างนั้น ถือว่าสื่อนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองอย่างสมบูรณ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเวลานี้เลยกลายเป็นคนที่โหนกระแสของความถูกต้องของความถูกความผิดกันไปหมด ยิ่งสังคมไทยมีพฤติกรรมที่กล่าวถึงนี้มากขึ้นเท่าใดสังคมไทยจะยิ่งห่างจากความรักความสามัคคีและความสมานฉันท์มากขึ้นเท่านั้น บ้านเมืองจะกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความแตกแยกและไร้ทิศทางแห่งการนำพาประเทศไปสู่ความสุขสงบ จะกลายเป็นวันสุกดิบที่นำไปสู่พฤติกรรมประเภทที่ว่า "เมื่อฝ่ายหนึ่งทำได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ย่อมทำได้" มากยิ่งขึ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-5895883690050536193?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/5895883690050536193/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=5895883690050536193' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5895883690050536193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5895883690050536193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/10/blog-post_31.html' title='วันศุกร์ที่เป็นเหมือนวันสุกดิบ'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-2410772616706265355</id><published>2008-10-14T23:05:00.028+07:00</published><updated>2008-11-26T09:03:40.038+07:00</updated><title type='text'>ความเหมือนที่แตกต่างบนเส้นทางประชาธิปไตย</title><content type='html'>วันนี้หากจะไม่กล่าวถึงเรื่องการเมืองก็ดูจะผิดปกติ เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 สถานการณ์ของความขัดแย้งทางด้านการเมืองอยู่ในอุณหภูมิที่ร้อนแรง แต่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายที่ใช้อำนาจรัฐกับฝ่ายประชาชน เป็นการเรียกร้องที่มีประเด็นร่วมกันในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่อยู่ภายใต้ระบบเผด็จการทหาร พลังบริสุทธิ์จากภาคประชาชนที่ประกอบไปด้วยนิสิต นักศึกษา และประชาชน รวมตัวกันเป็นพลังทางสังคมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้การบริหารประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียที หลังจากที่ตกอยู่ภายใต้การสืบต่ออำนาจของเผด็จการทหาร ซึ่งมีการบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าที่จะทำงานเพื่อชาติและประชาชน มีการทุจริตคอรัปชั่นกันอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง และนำเอาภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แผ่กระจายเข้ามาในภูมิภาคนี้ มาใช้เป็นเหตุในการขจัดและปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางในการบริหารบ้านเมือง เกิดจราจลขึ้นในกรุงเทพมหานครและมีการใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าปราบปราม จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก รอยแผลเป็นและความเจ็บช้ำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยังคงทิ้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากจะกล่าวกันด้วยยุคสมัยและกาลเวลา ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมสมัยอยู่ในขณะนั้นด้วยฐานะของผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา จึงเห็นสิ่งต่างๆ มาในเชิงประจักษ์ด้วยตาของตนเอง เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนคนไทย เป็นเหตุการณ์ขัดแย้งของคนไทยด้วยกันเองและมีความรุนแรงเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจรัฐโดยตรง แต่ในวันนี้แทนที่ประเทศไทยจะมีพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไปตามกาลเวลา กลับกลายเป็นว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยเสื่อมลงและกลายเป็นชนวนข้อขัดแย้งของสังคมไทยรอบใหม่ ถ้าหากว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ได้มา ต้องการให้สถาบันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง และองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นองคาพยพทั้งมวล รวมทั้งสื่อมวลชนที่มีฐานันดรทางสังคมเป็นการเฉพาะ มาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ให้มั่นคงสถิตย์สถาพรสืบไป สามารถกล่าวได้เลยว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะจากวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนมาถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 ประชาธิปไตยของไทยอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงและสับสนเป็นอย่างยิ่ง คนในสังคมไทยแบ่งออกเป็นหลายฝักหลายฝ่ายและต่างก็พูดถึงการเมืองและประชาธิปไตยในความหมายที่ต่างกันออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะมีการต่อสู้และเรียกร้องในวันนี้ แต่มีความแตกต่างจากในอดีตอยู่มาก ความเข้าใจการเมืองของผู้คนไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งนำมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินงานทางการเมืองของแต่ละฝ่าย มวลชนที่ไม่เลือกเข้าข้างใครพร้อมที่จะถูกชักจูงและถูกผลักไสให้ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งโดยฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ที่เห็นได้ชัด คือ การไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างเพราะถือว่าแนวทางของตนคือสิ่งที่ถูกต้อง ความพยายามที่จะทำให้ข้อขัดแย้งยุติและไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงรวมทั้งไม่ต้องการให้ประเทศชาติเสียหายไปมากกว่านี้ กลายเป็นความโง่เขลาที่ผู้ดำเนินการไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด จึงทำให้ความขัดแย้งคงมีอยู่ต่อไปโดยที่แต่ละฝ่ายพยายามที่จะดำรงสถานภาพของตน มีความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวจนกระทั่งเกิดการบาดเจ็บล้มตาย มีการลอบทำร้ายกันด้วยอาวุธสงครามที่ร้ายแรง กระบวนการต่างๆ ของรัฐอ่อนแอและมีปัญหาจนไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐบาลก็จมอยู่กับการแก้ปัญหาทางการเมืองของฝ่ายตนจนไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างที่ควรจะเป็น สิ่งเหล่านี้เป็นความเหมือนในแง่ของการเกิดความขัดแย้ง แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังคาดการณ์ไม่ได้ด้วยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำกล่าวต่างๆ ที่ฟังแล้วดูดีแต่ยังมีปัญหาที่แฝงอยู่มากมาย เช่น ไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความเลว ซึ่งในทางการเมืองขณะนี้มีปัญหาอย่างมาก ยากที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจไปในทางเดียวกัน แม้จะมีเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมมาเป็นบรรทัดฐานของสังคมก็ตาม เพราะมีปัญหาแฝงอยู่มากมายในประด็นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการบริหารประเทศ ที่ทำให้มีผลกระทบต่อที่มาขององค์กรอิสระต่างๆ รากเหง้าของการไม่ยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน มาจากการมองเฉพาะส่วนที่ดีของตนมากกว่าที่จะมองผลกระทบในภาพรวม และต้องยอมรับความจริงกันด้วยว่าต่างฝ่ายต่างยั่วยุกันด้วยคำพูดที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน รวมทั้งมีการกระทำที่ไม่ตรงกับคำพูดด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้อีกฝ่ายหนึ่งนำไปเป็นประเด็นและโจมตีกันอย่างไม่สิ้นสุด สถานภาพของสื่อมวลชนที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือตกต่ำถึงขีดสุดในการทำหน้าที่สื่อมวลชน เพราะยังมีสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าการทำหน้าที่ของตนเองมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่สาธารณะไม่อาจรับรู้ได้ ซึ่งมักจะมีการระบุเสมอว่าจะมีการแฉเบื้องหลังกันไปมา เท่ากับว่าสิ่งที่สะท้อนออกมาให้สังคมได้รับรู้ยังไม่ได้นำเสนอทั้งหมด การดำเนินงานต่างๆ ของรัฐจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นถึงจะมีการยอมรับในระดับหนึ่ง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาจึงทำให้คดีต่างๆ เกิดความล่าช้า เท่ากับว่าเป็นการปล่อยให้ประเด็นความขัดแย้งไม่มีข้อยุติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยในวันนั้นกับประชาธิปไตยในวันนี้ เป็นความเหมือนที่แตกต่างอย่างที่อาจจะไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่รู้ว่าจะโทษใครก็ต้องโทษตัวเราเองไว้ก่อนว่า มีส่วนที่ทำให้ความขัดแย้งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะมีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตยดังกล่าว แม้จะมีส่วนร่วมจากการไปเลือกตั้งเพียงไม่กี่นาที แต่ก็ทำให้ได้มาซึ่งนักการเมืองที่ก่อให้เกิดปัญหาที่เป็นเงื่อนไขอยู่ในเวลานี้ รวมทั้งยังไม่อาจสร้างกระบวนการเรียนรู้ในหมู่ประชาชนด้วยกัน ที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ในเรื่องการเมืองและเข้าใจนักการเมืองไทยอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าจะว่ากันไปแล้วนักการเมืองไทยในภาพรวมยังเป็นบุคคลที่ขาดจิตวิญญาณสาธารณะอยู่มาก อาจมองว่าเป็นข้อบกพร่องของระบบหรือโครงสร้างทางการเมืองที่ถูกออกแบบมาเป็นรัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ท้ายที่สุดแล้วนักการเมืองกลับไม่สำเหนียกถึงความเป็นตัวแทนของตน กลับมีการกระทำเรื่องต่างๆ ส่อไปในทางทุจริตโกงกินบ้านเมืองกันอย่างมโหฬาร นอกจากนั้น การก้าวไปของคนไทยกับโลกาภิวัตน์และการแผ่ขยายของระบบทุนนิยมโลก ต้องยอมรับว่ามีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ก้าวไปและเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องก้มหน้าทำมาหากินโดยขาดการระแวดระวังอย่างเพียงพอ คาดหวังและฝากชีวิตไว้กับการนำพาประเทศของนักการเมืองที่ขึ้นมาเป็นผู้นำและบริหารประเทศ จึงเป็นช่องทางที่ทำให้มีการบริหารกิจการบ้านเมืองโดยขาดหลักธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเหมือนที่แตกต่างบนเส้นทางประชาธิไตยในวันนี้ เป็นความเหมือนในกรณีที่มีข้อขัดแย้งกันทางด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่แตกต่างกันที่ตัวผู้ใช้อำนาจรัฐที่ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการทหารอย่างในอดีต แต่คำว่าเผด็จการได้ถูกพัฒนาขึ้นมาในอีกหลายรูปแบบ ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกันให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เช่น เผด็จการทางรัฐสภา ระบบทุนนิยมสามานย์ ฯลฯ เป็นเผด็จการรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมๆ กับกระแสโลกาภิวัตน์และระบบทุนนิยมโลกที่แผ่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ภัยคุกคามของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็นยังมองเห็นตัวตนที่ชัดเจน วิธีการที่ใช้ก็ดูจะไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรมากนัก แต่ปัจจุบันเราแทบจะไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าภัยคุกคามอยู่ติดชิดตัวตลอดเวลา เราจึงได้ยินคำว่า "การทุจริตเชิงนโยบาย" ที่ทำความเสียหายให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติเป็นมูลค่ามหาศาล การติดตามตรวจสอบและการต่อต้านคงไม่ใช่แต่เพียงการออกมาชุมนุมเรียกร้องเพื่อกดดันกันอีกต่อไป ประชาชนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจและใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหามากขึ้น ที่สำคัญการเมืองควรที่จะปรับตัวเองบ้างโดยเฉพาะนักการเมืองที่เสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ ควรทำให้ประชาชนและประเทศชาติไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจเผด็จการใดๆ เสียที ไม่ใช่ว่า "หนีเสือมาปะจรเข้" เป็นความเหมือนที่เจอแต่ภยันอันตราย แต่ต่างกันในตัวสัตว์เดรัจฉานที่เจอเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-2410772616706265355?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/2410772616706265355/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=2410772616706265355' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/2410772616706265355'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/2410772616706265355'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/10/blog-post_14.html' title='ความเหมือนที่แตกต่างบนเส้นทางประชาธิปไตย'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-3900763164687969719</id><published>2008-10-12T12:02:00.025+07:00</published><updated>2008-11-09T01:03:50.278+07:00</updated><title type='text'>สื่อมวลชนกับการสร้างความเข้าใจของคนในชาติ</title><content type='html'>เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้บรรยายความรู้เกี่ยวกับวิชาสื่อเพื่อการพัฒนา (Media for Development) ให้นักศึกษาปริญญาโทนิเทศศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จำได้ว่ามีการยกประเด็นของการใช้สื่อเพื่อสร้างความเข้าใจของคนในชาติ มาถกแถลงกันในการบรรยายครั้งนั้น โดยคำตอบสุดท้ายที่นักศึกษาต่างเห็นว่ามีอิทธิพลมากที่สุด คือ สื่อมวลชน (Mass Media) และยังแบ่งย่อยกันออกไปอีกว่าเป็น สื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อวิทยุกระจายเสียง และสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งสื่อวิทยุโทรทัศน์นับเป็นสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลมากที่สุดของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน และการหวนกลับไปนึกถึงการบรรยายในครั้งนั้น เพราะอยากเห็นบทบาทของสื่อมวลชนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในเมื่อคนในสังคมแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย และยังมั่นใจว่าจิตวิญญาณและสามัญสำนึกของสื่อมวลชนที่แท้จริง หากไม่มีอะไรเป็นประเด็นซ่อนเร้น (Hidden Agenda) แล้ว ควรเป็นหลักให้สังคมไทยในเรื่องนี้ได้อย่างดี ทั้งยังเป็นสิ่งที่ควรตระหนักของสื่อมวลชนด้วยว่า ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนต้องแสดงบทบาทนี้นำทางสังคมและต้องทำอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบอกรับสมาชิก เพียงแต่ซื้อเครื่องรับและติดตั้งเสาอากาศหรือจานดาวเทียมรับสัญญาณ ก็สามารถที่จะรับชมรายการต่างๆ ได้แล้วนั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่ฟรีทีวี ช่อง 3 อสมท. ททบ.5 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7  ช่อง 9 อสมท. ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และ ทีวีสาธารณะ ThaiPBS ถ้านับรวมสถานีที่ต้องใช้จานดาวเทียมเฉพาะในการรับสัญญาณแต่ไม่เสียค่าบอกรับสมาชิก ก็ต้องรวม AsTV และ NationChannel เข้าไปด้วย ภาพรวมที่น่าจะต้องทำความเข้าใจกันในเบื้องต้นเสียก่อน คือ การทำหน้าที่สื่อมวลชนไม่ควรที่จะอยู่ภายใต้สังกัดใครไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่สื่อมวลชนทั้งหลายพึงมีต่อสังคมส่วนรวม การผูกโยงกับความเป็นเจ้าของหรือสังกัดแสดงแค่เพียงแหล่งที่มาของเงินทุน กับน้ำหนักของหน้าที่รับผิดชอบที่จะพึงมีต่อสาธารณะและประชาชนผู้เสียภาษี ไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการทำหน้าที่สื่อมวลชนแต่อย่างใด จะเห็นว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนนั้นสำคัญกว่าเจ้าของหรือสังกัดมากมายนัก จึงมีบทบัญญัติในการคุ้มครองผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปฏิรูปสื่อเป็นหัวข้อสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในสังคมไทยหัวข้อหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งเรามีทีวีไทยทีวีสาธารณะหรือทีวีสาธารณะ ThaiPBS ให้เป็นทางเลือกของสังคมเกิดขึ้น ซึ่งมีความคาดหวังกันว่าสื่อวิทยุโทรทัศน์ช่องนี้จะทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านคุณภาพของรายการและดำรงสถานะของความเป็นกลางในฐานะสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งลำพังความคาดหวังที่เป็นความต้องการของสังคมที่สะท้อนออกมา ชี้ให้เห็นนัยสำคัญถึงการทำหน้าที่สื่อมวลชนของไทยที่มีอยู่เดิมได้พอสมควร นั่นหมายถึงว่าการทำหน้าที่สื่อมวลชนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งหมด ยังไม่สามารถทำให้สังคมได้ประโยชน์จากเปิดรับสื่อดังกล่าวที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ตลอดจนความเป็นอยู่ของประชาชน รายการโทรทัศน์ยังยัดเยียดแต่รายการบันเทิงไร้สาระทั้งๆ ที่เรามีปัญหาในเรื่องความรู้ของคนในสังคม ความรู้ที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่ความรู้ที่จะต้องมีใบรับรองเป็นปริญญา แต่เป็นความรู้ความเข้าใจที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันในสังคมของคนไทย ซึ่งสื่อมวลชนควรนำมาเป็นพันธกิจของตนในการสร้างความเข้าใจให้คนในชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสร้างความเข้าใจของคนในชาตินับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสื่อมวลชนที่พึงปฏิบัติต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่มีความแตกแยกทางความคิด สิ่อมวลชนต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าการทำหน้าที่ของตนมีอิทธิพลต่อสังคมสูงมาก เพราะฉะนั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในเรื่องใดก็ตาม จะต้องใช้ความเป็นมืออาชีพด้วยจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ที่จะต้องถูกตรวจสอบจากสังคมอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการที่จะถูกมองว่ามีความเป็นกลางมากน้อยเพียงใด ล้วนมาจากสิ่งที่ปรากฏออกมาจากการปฏิบัติของสื่อมวลชนเองทั้งสิ้น สื่อมวลชนต้องพยายามนำสิ่งที่สังคมสะท้อนกลับมาปรับปรุงการทำงาน เพื่อที่จะทำให้สื่อมวลชนเป็นสถาบันและทำงานให้สมศักดิ์ศรีในฐานันดรที่ 4 ที่ตัวเองเป็นอยู่ เชื่อแน่ว่าคนที่ทำงานในแวดวงสื่อมวลชนทั้งวิชาการและวิชาชีพ ต่างเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ตรงกัน เพียงแต่ยังมีประเด็นของการมีสังกัดและความเป็นเจ้าของเป็นสิ่งขวางกั้นอยู่ หากต้องการให้ฐานันดรที่ 4 เป็นที่พึ่งของสังคมและมีการยอมรับจากสาธารณะอย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนควรจะปฏิรูปตัวเองให้สง่างาม แม้จะยังไม่สามารถหลุดพ้นไปจากอำนาจและการครอบงำของสังกัดและเจ้าของ แต่ควรใช้การคุ้มครองที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญสลัดแอกที่มีออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อมวลชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อวิทยุโทรทัศน์สถานีต่างๆ ที่กล่าวถึงไว้ข้างต้น ดูจะเป็นปัญหามากเมื่อกล่าวถึงการทำหน้าที่รายงานข่าวหรือข้อมูลทางด้านการเมือง ทั้งพื้นที่ในการนำเสนอและเนื้อหาในการนำเสนอ เมื่อทั้งสองสิ่งถูกนำมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินว่า ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนอย่างเป็นกลางหรือไม่ เรื่องของพื้นที่หรือเวลาในการนำเสนอเป็นข้อมูลในเชิงปริมาณที่มองเห็นกันได้ชัดเจน หรือแม้แต่การจัดรายการสนทนาในประเด็นทางการเมืองที่ต้องเชิญผู้ร่วมรายการทั้งสองฝ่าย ถึงจะแสดงให้เห็นได้ว่ามีความเป็นกลางในการนำเสนอเบื้องต้น จากนั้นจึงจะพิจารณาลึกลงไปที่เนื้อหา (Content) ที่นำเสนอ โดยมีเทคนิคในการนำเสนอเป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งด้วย สื่อวิทยุโทรทัศน์ในปัจจุบันที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนในการเป็นสื่อมวลชน ดูได้ง่ายกว่าการที่จะบอกว่าสื่อวิทยุโทรทัศน์นั้นเป็นสื่อมวลชนที่มีคุณภาพมากหรือน้อย เพราะการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวและใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือเอกชนถือว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นสื่อมวลชนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความถูกหรือความผิด หากเป็นเพียงคำพูดนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า ทุกคนต้องเห็นชอบและเลือกอยู่กับความถูกต้องอย่างแน่นอน แต่เราทุกคนต้องไม่หลอกตัวเองและยอมรับความจริงว่า ในรายละเอียดประเด็นทางการเมืองของประเทศไทยขณะนี้ ยังเห็นองค์ประกอบหรือปัจจัยในสิ่งที่เป็นความถูกและความผิดไม่ตรงกันอยู่ โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ใช้เหตุผลตามที่ฝ่ายของตนเองมองอยู่ ซึ่งปัญหาก็วนกลับไปสู่ฐานความรู้และความไม่รู้ของประชาชนและคนในชาติ ถ้าทุกฝ่ายพยายามเข้าใจในข้อเท็จจริงนี้ และสื่อมวลชนเข้าใจบทบาทของตนโดยปรับบทบาทให้มีความเป็นมืออาชีพและเป็นหลักให้สังคมได้อย่างแท้จริง เชื่อว่าการเริ่มต้นสร้างความเข้าใจของคนในชาติท่ามกลางสภาวะของความขัดแย้ง เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสพร้อมกับเรียกคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสื่อมวลชนให้กลับคืนมาด้วย โดยเฉพาะประเด็นของความรักความสามัคคีที่ทุกฝ่ายจะต้องทำให้เกิดขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปมากกว่านี้ด้วยการพิจารณาว่าบ้านเมืองของเราควรจะมีกฎและกติการ่วมกันได้อย่างไร ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามจะทำให้เงื่อนไขต่างๆ ที่มีมุ่งไปสู่ทางตัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝากความหวังไว้กับสื่อมวลชนไม่ใช่เป็นความคาดหวังที่เลื่อนลอย เพราะการเป็นสื่อมวลชนนั้นถือว่ามีจิตวิญญาณของความเป็นสาธารณะที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเป็นนักการเมือง ในขณะที่เรากำลังสิ้นหวังกับนักการเมืองไทยที่แม้แต่ใบหน้าก็ไม่อยากมอง คำพูดหรือน้ำเสียงก็ไม่อยากฟัง ความคิดเห็นต่างๆ ที่นักการเมืองได้แสดงออกมาก็เป็นความคิดที่ดูจะห่างไกลจากประโยชน์สาธารณะ เรียกได้ว่าเป็นความเสื่อมทางการเมืองอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะนักการเมืองไทยยังไม่ทิ้งนิสัยและสันดานของการพูดจาส่อเสียด และให้ร้ายกันเหมือนอย่างที่ใช้อภิปรายกันในสภา ซึ่งเป็นค่านิยมที่ผิดอย่างมหันต์จนถึงกับมีการกระโดดถีบกันในสภาให้ฮือฮากันมาแล้ว แต่บรรดานักการเมืองไทยจะสำเหนียกกันบ้างหรือไม่ว่า เป็นพฤติกรรมที่นำมาสู่ความเสื่อมทางการเมืองในที่สุด บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนที่ไม่ต้องแยกว่าเป็นฝ่ายไหน พอลุกขึ้นยืนพูดอภิปรายในสภาก็เดาเหตุการณ์ต่อไปได้เลยว่า จะต้องมีการลุกขึ้นประท้วงและขอให้ถอนคำพูดกันให้วุ่นวายแน่นอน ดังนั้น สื่อมวลชนจะต้องไม่ทำพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสื่อมอย่างนักการเมือง จงเลือกที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นความหวังของสังคม ก่อนที่ผู้คนจะเสื่อมศรัทธาไปมากกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตจากการแบ่งฝ่ายที่รุนแรงและชัดเจน น่าจะเป็นโอกาสของสื่อมวลชนในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน เพราะประชาชนต้องการข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในกระบวนการตัดสินใจของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ด้วยแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่สื่อมวลชนจะไปเลือกนำเสนอเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เพราะถ้าเลือกทำอย่างนั้น สถานภาพของตนเองทางด้านความปลอดภัยก็จะถูกสั่นคลอนโดยอีกฝ่ายหนึ่ง และยังแสดงถึงความด้อยปัญญาและด้อยความคิดของตัวสื่อเองด้วย และจะไม่มีใครที่จะเป็นพลังในการคุ้มครองสถานะของสื่อมวลชนให้ นอกเสียจากการทำหน้าที่สื่อมวลชนให้เต็มประสิทธิภาพ แล้วประชาชนจะเป็นพลังในการคุ้มครองให้กับสื่อมวลชนนั้นๆ เอง โดยไม่ต้องออกมาร้องแรกแหกกระเชอว่า สื่อมวลชนถูกคุกคาม และยังจะทำให้การคุ้มครองสื่อที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ์จริง รวมทั้งสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้าใจของคนในชาติ มากกว่าที่จะเป็นเพียงสื่อปลุกระดมอย่างที่สื่อมวลชนบางรายเป็นอยู่ในขณะนี้ จะเป็นคุณูปการในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดีและมีคุณค่ากับประเทศชาติในที่สุด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-3900763164687969719?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/3900763164687969719/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=3900763164687969719' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/3900763164687969719'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/3900763164687969719'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/10/blog-post_12.html' title='สื่อมวลชนกับการสร้างความเข้าใจของคนในชาติ'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-1132625797610321820</id><published>2008-10-09T18:32:00.024+07:00</published><updated>2008-10-12T07:20:46.576+07:00</updated><title type='text'>ความรุนแรงที่ไม่มีใครต้องการ</title><content type='html'>จุดร่วมที่เด่นชัดและชัดเจนที่สุดต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ คือ ไม่มีใครต้องการให้เกิดความรุนแรง จะเห็นได้ว่าทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการกระทำของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต่างก็ออกมาเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง และประนามการกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 กันถ้วนทั่ว ซึ่งผู้ที่ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมมากที่สุดคือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในที่นี้ก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่กระทำการอันเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ทั้งการตัดสินใจและวิธีการที่กระทำ ถือเป็นความผิดพลาดที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวในการบริหารของรัฐบาลนี้อย่างแน่นอน นายกรัฐมนตรีคงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นได้ ยิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นเรื่องของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำไป ยิ่งแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะในความรับผิดชอบ ว่ามีไม่พอที่จะบริหารงานกิจการบ้านเมืองในยามนี้ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้มีโอกาสติดตามสถานการณ์จากสื่อโทรทัศน์ค่อนข้างมาก ภายหลังจากพลตรีจำลองถูกเมื่อตัวเองออกจากทำเนียบรัฐบาลที่ใช้เป็นที่ชุมนุมของพันธมิตร เพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครในช่วงเช้าของวันที่ 5 ตุลาคม ไม่ว่าจะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ออกไปทางใด เมื่อนำมารวมกับการถูกจับตัวของนายไชยวัฒน์ก่อนหน้านี้ เป็นประเด็นที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำมาใช้เรียกร้องให้กลุ่มของตนเองจากที่ต่างๆ ออกมาร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในกรุงเทพฯ มากขึ้น เพราะถือว่าแกนนำคนสำคัญถูกจับในข้อหาเป็นกบฏซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงมีโทษถึงประหารชีวิต และก็ได้ผลตามความต้องการจริงๆ เมื่อพันธมิตรจากต่างจังหวัดต่างก็เดินทางมาร่วมชุมนุมในกรุงเทพมหานคร คืนวันที่ 5 ต่อกลางวันในวันที่ 6 รวมทั้งช่วงกลางคืน บรรดาแกนนำทั้งรุ่น 1 รุ่น 2 ที่ขึ้นเวทีพันธมิตรต่างหยิบยกเอาประเด็นนี้มาพูดกันแทบทุกคน จนเป็นความรู้สึกร่วมตามกลยุทธ์ที่ใฃ้ในการชุมนุมและการปลุกระดมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกล่าวเช่นนี้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อนายสมเกียรติซึ่งเป็น 1 ในแกนนำขึ้นเวที และนำเอาเหตุการณ์ในตอนกลางวันวันที่ 6 ที่ศาลตัดสินให้ควบคุมตัวพลตรีจำลองและนายไชยวัฒน์ต่อในข้อหากบฏ มาเล่าให้กลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมกันอยู่ในทำเนียบรัฐบาลฟังด้วยท่วงทำนองและโวหารที่ใช้อยู่เป็นประจำ ทั้งลูกล่อลูกชนผสมกับการใช้วาทะในลักษณะของคำพูดติดตลก ซึ่งก็ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ร่วมกัน ที่น่าสังเกตคือมีการใช้คำพูดว่า "ไม่ว่าจะปล่อยหรือควบคุมพลตรีจำลองกับนายไชยวัฒน์ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการชุมนุมทั้งสิ้น" ขณะเดียวกันกับที่นายสำราญแกนนำรุ่น 2 ก็มาชี้แจงถึงความสำเร็จของการเข้ายึดพื้นที่บริเวณรัฐสภา ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้เป็นที่แถลงนโยบายของรัฐบาลในวันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคม ภายหลังจากถวายสัตย์ปฏิญานต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ในเนื้อหาที่นำมาพูดต้องการให้เห็นถึงความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะถูกพันธมิตรหลอกว่าจะไปชุมนุมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงทำให้ไม่สามารถสกัดการไปชุมนุมที่บริเวณรัฐสภาได้ และทั้งหลายทั้งปวงเป็นการยืนยันว่าจะขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งพันธมิตรมองว่าไม่มีความชอบธรรมและเป็นนอมินีของอดีตนายกทักษิณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สื่อมวลชนได้ให้ความสนใจไปที่การแถลงนโยบายของรัฐบาลที่จะมีในวันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคมตอนเช้า จึงได้พยายามสอบถามและสัมภาษณ์บุคคลสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเองด้วย ก็ยังได้รับคำยืนยันว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรยังนัดหมายตามปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่สถานที่ แม้สื่อมวลชนจะพยายามรุกด้วยคำถามที่ว่ามีการต่อต้านจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่ว่านายกรัฐมนตรีหรือประธานวิปฝ่ายรัฐบาลก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องดูแลความสงบเรียบร้อยให้ได้ เพราะการแถลงนโยบายเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กำหนด ในขณะที่ประธานวิปฝ่ายค้านก็ยังสงวนท่าทีไม่ได้ให้คำตอบอะไรชัดเจนมากนักต่อการจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมฟังการแถลงนโยบาย แต่พยายามชี้ให้เห็นว่ากำหนดระยะเวลาที่รัฐบาลจะต้องแถลงนโยบายภายใน 15 วันหลังจากการถวายสัตย์ปฏิญาณตนจะครบในวันที่ 9 ตุลาคม อาจจะใช้เป็นข้อพิจารณาในการเลื่อนออกไป ถ้าไม่สามารถแถลงในวันที่ 7 ตุลาคมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่การชุมนุมของพันธมิตรฯ ทั้งเวทีที่ทำเนียบรัฐบาลและเวทีใหม่ที่เปิดขึ้นขึ้นเฉพาะกิจที่บริเวณรัฐสภา มีการอภิปรายในเรื่องต่างๆ กันตลอดคืน นอกจากจะเป็นการเตรียมความพร้อมหากมีการสลายการชุมนุมที่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อยแล้ว กลุ่มพันธมิตรยังกำหนดการปฏิบัติให้มีการเดินจากทำเนียบรัฐบาล ไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้ที่ชุมนุมอยู่ที่บริเวณรัฐสภา โดยให้มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเพื่อให้มีกำลังรักษาที่มั่นทั้งสองแห่งไว้ จนกระทั่งรุ่งเช้าปฏิบัติการผลักดันและสลายการชุมนุมบริเวณรัฐสภาก็เกิดขึ้น ตามที่ได้เห็นในภาพข่าวจากสื่อมวลชนที่ติดตามเรื่องดังกล่าว ซึ่งเมื่อนำมาประมวลดูแล้วเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนแทบจะไม่มีส่วนใดของสังคมเลยที่เห็นดีเห็นงามไปกับปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ เพราะภาพที่ปรากฏออกมาต่อสาธารณะคือความรุนแรงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากอาวุธที่ร้ายแรง ไม่ใช่เป็นเพียงการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการยิงแก๊สน้ำตาตามการชี้แจงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น และตลอดทั้งวันในวันที่ 7 ตุลาคม มีเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรงเกิดขึ้นจนกระทั่งถึงช่วงหัวค่ำ ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนที่เข้ามาร่วมชุมนุม และสังคมเห็นตรงกันว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการไปได้จนเสร็จสิ้น แต่ไม่มีใครให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้น นอกเสียจากจะมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรม ที่รัฐบาลกระทำเพียงเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ซ้ำร้ายยังถูกมองว่าเป็นความชอบธรรมที่เกิดขึ้นบนกองเลือดและชีวิตของประชาชน แทบจะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ต่อสาธารณะได้เลยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสิ่งสำคัญที่รัฐบาลอาจจะคาดไม่ถึง คือ แม้แต่ผู้ที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดและการกระทำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะวิธีคิดและการกระทำของแกนนำที่แสดงออกมาในบางครั้ง ต่างก็รับไม่ได้กับความรุนแรงจากรัฐที่มีต่อผู้ชุมนุมซึ่งเป็นประชาชน และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือตัวผู้เขียนเองที่ไม่ได้เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปเสียทั้งหมด แต่เหตุผลอื่นๆ ดูจะด้อยและมีน้ำหนักน้อยลงไปทันที เมื่อนำมาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นรวมทั้งท่าทีของนายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการให้มีการแถลงนโยบายให้ได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยิ่งตกอยู่ในฐานะจำเลยของสังคมไปอีกนานเท่านาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนคงไม่ใช่ น่าจะกล่าวได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช้บทเรียนที่เคยมีมาในอดีตมากกว่า หากเราไม่สามารถจัดความสัมพันธ์ที่ควรเป็นของสิ่งต่างๆ ในสังคมได้แล้ว เชื่อว่ายากที่จะทำให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบและร่มเย็นเป็นสุข เหมือนกับที่เคยพิจารณาความสัมพันธ์ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและการชุมนุมเป็นสิทธิอันชอบธรรมเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชน ทั้งยังกำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จึงสามารถกระทำได้ในขอบเขตที่ไม่รุกล้ำสิทธิของผู้อื่น แต่ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับประชาชนทั่วไปที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วง แล้วคนเหล่านั้นจะมาถูกกล่าวหาว่าถ้าไม่เข้ามาร่วมชุมนุมเป็นคนโง่และไม่รักชาติอย่างพวกตน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น ถือเป็นการก้าวล่วงสิทธิพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นด้วยเหมือนกัน การใช้วาทะและคารมที่ว่าไม่มีความเป็นกลางระหว่างความถูกกับความผิดนั้น อาจจะพูดง่ายแต่ปัญหาของการจะบอกว่าถูกหรือผิดในขณะนี้สังคมใช้บรรทัดฐานเดียวกันหรือไม่ และต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยไม่ได้มีเฉพาะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพียงกลุ่มเดียว ควรรับฟังความคิดเห็นจากคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมที่มีความสัมพันธ์ในระดับเดียวกันบ้าง แม้จะเป็นความเห็นที่แตกต่างจากตนเองก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้บางความคิดเห็นที่กล่าวถึงวิธีคิดและการกระทำของแกนนำพันธมิตร ไปในทำนองว่ารู้ทั้งรู้ว่าการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมจะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้ชุมนุมบริเวณรัฐสภา แต่กลับไม่มีการวิเคราะห์ถึงวิธีการที่เหมาะสมเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการปะทะ หากคิดว่าชีวิตของประชาชนเพียงคนเดียวก็มีค่ามากกว่าพฤติกรรมของนักการเมืองชั่ว ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่านำมาคิดทบทวนถ้าต้องการให้วิธีการต่อสู้เรียกร้องเป็นไปอย่างสันติและอหิงสาอย่างแท้จริง แต่ถ้าตราบใดที่พูดถึงประเด็นนี้แล้วทางฝ่ายพันธมิตรฯ กลับออกมาตอบโต้ว่าเป็นสิทธิที่ต้องป้องกันตนเอง รวมทั้งกำหนดมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟัน คงจะต้องสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่กล่าวนี้ไม่ได้พูดจนเกินเลยไปจนทำให้พันธมิตรฯ เกิดความเสียหาย แต่ถ้าหากจะร่วมกันสร้างความสงบสุขแล้ว ก็ไม่ควรมองข้ามประเด็นนี้ไป เพราะไม่ว่าจะมีใครท้วงติงอะไรพันธมิตรฯ ก็นำไปผูกกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอดีตว่าไม่มีทางเทียบเคียงกันได้ จึงไม่มีแนวคิดอื่นๆ ที่จะแลกกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศ เมื่อต้องการขจัดความเลวร้ายทางการเมืองที่มีมาในอดีต จึงเหมือนกับการปิดประตูตายให้สังคมมีทางเลือกเดียวเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เป็นแนวคิดดังกล่าวข้างต้นนี้ แสดงออกมาจากความบริสุทธิ์ใจที่อยากให้เรามีวิธีการเรียกร้องแบบอารยะจริงๆ อย่างน้อยก็เพื่อให้สังคมและประเทศก้าวเดินต่อไปได้ จึงต้องขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายใช้สติเพื่อนำมาสู่ปัญญาในการคิด พันธมิตรฯ ได้รับความเห็นใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ จากการกระทำที่รุนแรงของฝ่ายรัฐ ซึ่งเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนแล้ว รัฐไม่มีความชอบธรรมใดๆ เลยที่จะทำอย่างนั้น และจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวอย่างไม่มีเงื่อนไข ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่สุด รัฐบาลเองมีวิธีการตั้งมากมายที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยวิธีทางทางการเมือง ไม่เช่นนั้นแล้วปัญหาของประเทศไทยจะไม่มีวันได้รับการแก้ไข เหมือนกับว่าแผลเก่าก็ยังไม่หายแต่กลับมีแผลใหม่เกิดขึ้นมาอีก นอกจากนั้น ถ้าทุกคนเข้าใจปัญหาพื้นฐานว่าคนไทยทุกคนยังไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องต่างๆ ทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน และการแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้เวลา บางทีวิธีการที่ใช้อาจไม่ใช่วิธีการเดียวอย่างที่พันธมิตรฯ เสนออยู่ แต่จะต้องมาร่วมกันคิดร่วมกันทำโดยอย่าไปคิดว่าความเห็นของคนอื่นๆ ไม่ถูกต้องเสียตั้งแต่ต้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-1132625797610321820?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/1132625797610321820/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=1132625797610321820' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/1132625797610321820'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/1132625797610321820'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='ความรุนแรงที่ไม่มีใครต้องการ'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-5193739093978279099</id><published>2008-09-28T09:31:00.004+07:00</published><updated>2008-10-09T20:04:34.895+07:00</updated><title type='text'>สลัมหรือทำเนียบ</title><content type='html'>การมองปัญหาทางการเมือง ถ้ามองกันแบบมีหลักและไม่ใช้เพียงแค่ความรู้สึกโกรธ เกลียด เคียดแค้น ก็คงต้องใช้หลักของ "กฎหมายมหาชน" จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา 4 เดือนกว่าสำหรับการชุมนุมขับไล่รัฐบาล เป็นเรื่องที่ทุกคนนำมาพูดจาและสนทนากัน ขัดแย้งกันบ้างหรือเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ถ้ายังฟังกันก็ยังถือว่าเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอยู่ ไปอ่านและศึกษาคำสัมภาษณ์ของ ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ ปรมานันท์ ที่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง มีหลักมีเกณฑ์ของกฎหมายมหาชนที่นำมาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ไว้ สมควรที่จะศึกษาและติดตาม จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้ขยายวงออกไป เผื่อว่าจะมีใครเข้ามาอ่านแล้วคิดตามไปด้วย จะได้รู้ว่าตัวของเราเองนั้น ควรจะทำตัวและวางตัวอย่างไรต่อสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อำนาจอธิปไตย" ยังมีอยู่หรือเปล่า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์การเมืองไทยดูเหมือนจะ ไร้ทางออกเข้าไปทุกที นักการเมืองเปิดสภาพูดคุยกัน ก็ดูจะเป็นสงครามปะทะน้ำลายมากกว่าการช่วยกันคิดแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน พันธมิตรฯก็ดื้อแพ่ง ยังคงปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ สหภาพรัฐวิสาหกิจก็ขู่จะปิดน้ำ ปิดไฟ พนักงาน คนขับรถเมล์บางส่วน ก็จะหยุดงานเพื่อไปร่วมชุมนุมไล่รัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซ้ำร้ายม็อบยังขู่ปิดสนามบินอีกครั้ง ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีก็ประกาศ ไม่ยอมลาออก ไม่ยุบสภา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองขยับไม่ได้เช่นนี้ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ นักกฎหมายมหาชน จุฬาฯ ฉายภาพสังคมไทยว่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"...เท่าที่ผมมีโอกาสได้ฟังและดูการประชุมสภา (31 ส.ค.) ผมรู้สึกว่าไม่ใช่การพูดคุยกันเพื่อหาทางออก เพราะต่างฝ่ายต่างพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด พันธมิตรฯก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร รัฐบาลก็ดูเหมือนจะเสียประโยชน์ด้วยซ้ำไป เพราะนายกฯก็ยังแข็งกร้าวแบบเดิม การประชุมก็เลยเสียเวลาเปล่า แต่สิ่งที่อาจจะได้บ้างก็คือ เราได้มองเห็นปัญหา แต่ก็เป็นปัญหาที่เราเห็นและรู้กันอยู่แล้ว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามว่า แล้วนายกฯสมัครจะทำอย่างไร ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.นันทวัฒน์เห็นว่า หากดูตามหลักกฎหมายกันจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าเราไม่ควรจะไปไล่นายกฯกับรัฐบาลออกในลักษณะเช่นนี้ เพราะสิ่งที่นายกฯพูดถูกที่ว่า เขามาโดยระบบเลือกตั้ง เป็นระบบเลือกตั้งที่วันนี้เราเองเราก็เห็นว่ามีองค์กรในการตรวจสอบกำลังดำเนินการอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายที่กล่าวหา ผมไม่แน่ใจว่าทั้งฝ่ายค้านและพันธมิตรฯด้วยหรือไม่ ที่บอกว่ารัฐบาลมาจากการซื้อเสียง มาจากการโกง แต่ในทางกลับกัน วันนี้เราก็เห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจะยุบพรรคตั้งหลายพรรค ฉะนั้น ถ้าเราไม่ไว้วางใจระบบใดเลย แม้กระทั่งไม่ไว้วางใจ กกต. ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ เพราะวันนี้ทุกอย่างกำลังเดินไปสู่จุดที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราดูเรื่องยุบพรรค ผมเข้าใจว่าไม่เกินปลายปีนี้ก็คงเห็นผลแล้ว สมมติว่า กกต.ตรวจสอบแล้ว พรรคการเมืองจำนวนหนึ่งมีการซื้อเสียงจริง โกงจริง โทษก็คือ "ยุบพรรค" หลังจากนั้นก็ว่าไปตามกระบวนการ เขาจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ก็เป็นเรื่องของเขา ผมคิดว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปถึงจุดที่ควรจะเป็น แต่ว่าบังเอิญมีคนบางกลุ่มอดทนไม่ได้ แล้วก็ใจร้อน เมื่อใจร้อนก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่เป็นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เราเห็นอยู่แล้วว่า กลไกกำลังดำเนินการไป ไม่ว่าจะเป็นกลไกในการตรวจสอบ การได้มาซึ่งตำแหน่ง ส.ส.ทั้งหมด กกต.เขาก็ตรวจสอบอยู่ กรณีคุณยงยุทธ (ติยะไพรัช) หรือกรณีใบแดงของพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องการใช้อำนาจในทางมิชอบ ก็ถูกตรวจสอบโดยศาลจำนวนมาก เรียกได้ว่า เกือบทุกศาลมีการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วันนี้เมื่อไปไล่รัฐบาลออกในลักษณะเช่นนี้ ทุกอย่างก็ดูลำบาก บางเสียงเรียกร้องให้นายกฯลาออก บ้างก็เรียกร้องให้ยุบสภา แต่ผมคิดว่าเรื่องยุบสภา เราเคยหลงทางกันมาพอสมควร จริงๆ แล้วในระบบปกติทั่วไป การยุบสภาจะเกิดขึ้นมาเมื่อมีข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกันเอง จนกระทั่งทำงานไม่ได้ ก็ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในเหตุการณ์วันนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติเองซึ่งมี 2 ส่วน หนึ่งคือ ส่วนที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล กับสอง ส่วนที่เป็นฝ่ายค้าน เขาใช้สิทธิในการตรวจสอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อไม่นานมานี้การใช้สิทธิในการตรวจสอบครั้งนั้น ก็ส่งผลให้รัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉะนั้น ผมคิดว่าฝ่ายค้านเขา ก็ใช้สิทธิในการตรวจสอบทางสภาเรียบร้อยแล้ว กระบวนการก็เดินไปได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น จึงเหลืออีกไม่กี่เรื่องที่จะทำได้ แต่วันนี้ผมไม่แน่ใจว่ากระบวนการตรวจสอบทางสภาจะทำได้อีกมากน้อยแค่ไหน เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ทำไปแล้ว การประชุมร่วม ส.ส., ส.ว. ก็ทำไปแล้ว ฉะนั้น เมื่อผ่านกระบวนการแบบนี้ไป คำถามก็คือ เราจะไม่ให้รัฐบาลทำงานจริงๆ หรือ ? หรือจะปล่อยให้เขาทำงานต่อไป ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งผมคิดว่า จริงๆ ก็ควรจะปล่อยให้รัฐบาลทำงานต่อไป เพราะถือว่าผ่านกระบวนการตรวจสอบมาแล้ว และในเมื่อเสียงข้างมากเป็นของฝ่ายรัฐบาล รัฐบาลก็สามารถทำต่อไปได้ ก็ไม่เกิดข้อขัดแย้งในที่สุด เมื่อไม่เกิดข้อขัดแย้ง ก็จะไม่มีเหตุให้ยุบสภา กรณีที่คุณทักษิณ (ชินวัตร) ยุบสภาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ตอนนั้นมีนักวิชาการบางคนออกมาเขียนบทความบอกว่าทำได้ ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่าถ้าเราไปดูทฤษฎีทำไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเราทำไปแล้ว แล้วไม่ถูกต้องด้วยทฤษฎี เราจะเอามาเป็นบรรทัดฐานทำไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น วันนี้ถ้าเรายึดบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ผมคิดว่านายกฯไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะไม่มีปัญหา ปัญหาอยู่ภายนอกสภามากกว่า เพราะว่าพรรคฝ่ายค้านโดยธรรมชาติ ไม่ว่าที่ไหนในโลกก็เหมือนกัน คือ พยายามจะพลิกกลับมาเป็นรัฐบาลให้ได้ ฉะนั้น ในเมื่อพรรคฝ่ายค้านพยายามจะพลิกกลับมาเป็นรัฐบาล ก็เป็นเหตุที่เขาต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะต้องหาประเด็นในการทำงานของรัฐบาลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองให้เป็นรัฐบาล นี่คือการต่อสู้ทางรัฐสภา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วันนี้ปัญหาอยู่ข้างนอก แล้วเราไปบอกให้ยุบสภา ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ดังนั้นที่นายกฯพูดว่าไม่ยุบสภา จริงๆ ก็ปิดประตูไป 1 ประตู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดมาประตูเรื่อง "ลาออก" ซึ่งผมไม่ทราบว่าทำไมนายกฯจะต้องลาออก เพราะไม่มีเหตุผล ในระบบทั่วไปเวลาเกิดปัญหาขึ้นในสังคม ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ในกรณีนี้มีการประท้วงรัฐบาล เราไม่เห็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็น กทม. ทั้งๆ ที่ กทม.เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ กทม.ก็ไม่มีบทบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ผมคิดว่าเวลามีปัญหาอยู่ข้างนอก แล้วเราจะไปบีบให้นายกฯลาออกทุกเรื่องก็ไม่ถูก เพราะกรณีนี้เราทราบอยู่แล้วว่ามีการประท้วง แล้วการประท้วงมีลักษณะที่ยืดเยื้อ เพื่อต้องการล้มรัฐบาล โดยคำว่าล้มรัฐบาลก็หมายความว่า ต้องการกำจัดพรรคพลังประชาชนให้สิ้นไปเลย ไม่ต้องการให้คนที่อยู่ในพรรคพลังประชาชนทั้งหมด กลับมาเล่นการเมืองอีก ซึ่งก็โยงมาจากพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.นันทวัฒน์กล่าวว่า จริงๆ แล้วในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลก็ยอมพอสมควรเหมือนกัน อย่างการแก้รัฐธรรมนูญหนแรก นักวิชาการก็คัดค้าน ผมก็คัดค้าน รัฐบาลก็เหมือนจะไม่ฟัง แต่พอเจอพลังนอกสภา รัฐบาลก็ฟัง ฉะนั้น ผมเข้าใจว่านายกฯกับรัฐบาลเองก็พยายามที่จะโอนอ่อนผ่อนตามพอสมควร จนกระทั่งในบางครั้ง การโอนผ่อนของรัฐบาล ทำให้พลเมืองอย่างผมมีความรู้สึกว่า อำนาจรัฐยังมีอยู่หรือเปล่า เพราะรัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจรัฐได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสภา รัฐบาลตอบโต้กับเขา แต่พออยู่ข้างนอกมีการกระทำที่อุกอาจขนาดนี้ รัฐบาลไม่กล้าตอบโต้ แต่นั่นก็ถือว่ารัฐบาลยอมถอยพอสมควร ฉะนั้น จะว่าไปแล้วพลังในการชุมนุมของพันธมิตรฯในสังคมไทยก็มีอยู่ แล้วก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างก้าวไปไม่ได้ตามที่รัฐบาลต้องการ คำถามคือจะดูเป็นเหมือนได้คืบเอาศอกหรือเปล่าว่ารัฐบาลหยุดแล้ว แต่พันธมิตรฯก็ไม่หยุด พยายามต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกินกว่าที่จะคาด และทำให้ผมและคนทั่วไปสงสัยเหมือนกันว่า แท้ที่จริงแล้ว อำนาจรัฐมีอยู่หรือเปล่า ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.นันทวัฒน์กล่าวถึงพันธมิตรฯว่า "...ผมคิดว่าถ้าพันธมิตรรออย่างที่ผมบอก ปัญหาก็จะค่อยคลายไปทีละเปลาะ แต่วันนี้เมื่อเป็นอย่างนี้ มีการบุกเข้าไปในทำเนียบ ผมคิดว่ามันเหมือนกับเรากำลังมีสงคราม มีการแบ่งฝ่ายอย่างเห็นได้ชัดเจน นายกฯเองออกมาบอกให้เลือกข้าง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามว่าทำไมสังคมไทยถึงถูกบีบให้เลือกข้าง เพราะจริงๆ เป็นการต่อสู้นอกระบบ โอเค...ถ้าเราจะบอกว่าให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ทางการเมืองผมก็เห็นด้วย แต่การมีส่วนร่วมควรจะมีขอบเขตอยู่มากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างแรกที่ผมคิดว่าภาคประชาชนมีส่วนร่วมได้ก็คือ ร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมให้ข้อมูล แม้กระทั่งประท้วงผมก็เห็นด้วย แต่การประท้วงไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนหรือการชุมนุมสาธารณะ ก็ต้องทำอย่างสงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ในวันนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 63 ถูกนำมาปู้ยี่ปู้ยำจนไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะว่าการชุมนุมโดยสงบที่เราตีความกัน ผมคิดว่าเขาตีความได้กว้างมาก เพราะชุมนุมโดยสงบ ผมลองค้นดูกฎหมายต่างประเทศมันสงบจริงๆ ไม่ใช่ตะโกนด่าว่าเขา แล้วเอาข้อมูลที่ไม่ดีมาว่ากัน แต่การชุมนุมโดยสงบ ยกตัวอย่างสมัยมหาตมคานธีก็อดข้าว นั่งเฉยๆ ทหาร ตำรวจบุกเข้ามา เขาก็ปล่อยให้ตี ตีกระทั่งทหารตำรวจไม่กล้าตี เพราะสงสารว่าพลเมืองไม่สู้ นั่นคือการชุมนุมโดยสงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้ทหาร ตำรวจตีม็อบพันธมิตรฯ เพราะวันนี้ประชาคมโลกก็จับตาดู ยิ่งมีนักวิชาการออกมาดักคอตั้งแต่ต้นแล้วว่า ฝ่ายไหนลงมือก่อนฝ่ายนั้นแพ้ ฉะนั้น วันนี้การตีกันคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เว้นแต่จะมีมือที่ 3 หรือการป้องกันตัวเอง วันนี้กลายเป็นว่าเลยประเด็นที่จะควบคุมมาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถ้าย้อนกลับไปเรื่องยุบสภาหรือลาออก ผมคิดว่าถ้าผมเดาใจท่านนายกฯออก หรือกระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลที่ประชุมกัน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งคนก็เห็นด้วย คือ ถ้าเรายอมแพ้ก็ต้องยอมแพ้ตลอด แต่ว่าการที่จะไม่ยอมแพ้ ผมไม่อยากใช้คำว่าชนะ แต่ว่าการที่จะไม่ยอมแพ้จะทำยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการไม่ยอมแพ้ในที่นี้ คือ ต้องไม่ยอมทำอะไรก็ตามที่ผิดกฎหมาย ในวันนี้เราเหมือนอยู่ในประเทศที่ดูเหมือนไม่มีกฎหมาย ใครอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ทำกันทำให้ประชาชนเดือดร้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำให้ประชาชนเดือดร้อน อาจจะกลายเป็นแรงจูงใจให้พลังเงียบออกมาร่วมกับฝ่ายที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน อาจจะเป็นเสียงพลังเงียบที่ไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ ซึ่งถ้าไปสะวิงเข้าข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป ก็เกิดปัญหาขึ้นอยู่ดี เพราะถ้าไปเข้าข้างพันธมิตรฯ พันธมิตรฯก็จะมีกำลังมากขึ้น และก็อาจจะทำอะไรที่อุกอาจมากขึ้นอีก แต่ถ้าเข้าข้างรัฐบาล แล้วไปใช้กำลังทำลายพันธมิตรฯ ก็อาจจะเกิดเหตุจลาจล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าระวังมาก ดูเหมือนกับการทำให้คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกินขอบเขต ในวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้นึกเลย คือ ประโยชน์สาธารณะ ว่าประชาชนหรือประเทศชาติจะได้รับผลกระทบเสียหายขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักกฎหมายมหาชนผู้นี้เห็นว่า "...วันนี้บ้านเมืองเราถึงทางตันทางกฎหมายก็ว่าได้ อย่างแรก คือ รัฐบาลไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือเลย รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ฉะนั้น วันนี้เราต้องดูว่าฝ่ายบริหารมีอำนาจอ่อนแอเกินไปหรือเปล่า" ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี"40 เหตุผลสำคัญคือฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก ฉะนั้น ถามว่าเราแก้หรือลดอำนาจฝ่ายบริหารน้อยไปหรือเปล่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ต้องพูดถึง เพราะ 7 เดือนที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้ ผมยังไม่เห็นกฎหมายดีๆ ออกมาสักฉบับเลย แต่กลับไปทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ เช่น การหาที่ตั้งสภาใหม่ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ต้องทำคือ การออกกฎหมายลูก ซึ่งโดยปกติต้องรีบออก แต่วันนี้ยังไม่ออกหลายฉบับ ฉะนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติก็ล้มเหลวเพราะไม่สามารถผลิตกฎหมายออกมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายตุลาการเองในตอนต้นก็มีคนพยายามใช้คำว่า "ตุลาการภิวัตน์" และพยายามแปลเจตนาให้ผิดไปจากการมีอำนาจตุลาการที่แท้จริง ฉะนั้น ตุลาการภิวัตน์สำหรับผมไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะต้องมาพูด เพราะอำนาจตุลาการก็คืออำนาจตุลาการ คือ ทำตามกฎหมาย ทำตามที่มีคนฟ้อง แล้วให้ความยุติธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะถามคนที่เรียกตุลาการภิวัตน์ว่า วันนี้จะตั้งคำใหม่ขึ้นมาหรือไม่ เพราะพันธมิตรฯไม่ยอมฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ยิ่งเป็นตุลาการภิวัตน์ไม่ได้เลย เหมือนกับว่าอำนาจตุลาการทำให้อ่อนตัวลง เช่นเดียวกับอำนาจบริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ฉะนั้น วันนี้อำนาจตุลาการกับอำนาจบริหารมีสภาพเหมือนกัน คือ ไม่มีสภาพบังคับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตุลาการต้องคิดดูแล้วว่าจะทำยังไงให้มีสภาพบังคับ เพราะผมเข้าใจว่าที่รัฐบาลแก้ปัญหาอยู่นี้ ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลเดินถูกหรือไม่ถูก การไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเคลียร์พื้นที่ หรือไปจับกุมคนที่บุกรุกสถานที่ราชการออกมา แต่กลับใช้กระบวนการทางศาล เพราะรัฐบาลเกรงจะเกิดการสลายม็อบ แล้วก่อให้เกิดปัญหาตามมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่แปลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ภายใต้ความแปลก มีอย่างอื่นแปลกมากกว่าก็คือ รัฐบาลตัดสินใจเลือกใช้กระบวนการศาล ศาลก็มีคำสั่งออกมา แต่พันธมิตรฯกลับไม่ปฏิบัติตาม ฉะนั้น วันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทบทวนดูแล้วว่า จริงๆ แล้วอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ในวันนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า หรือถ้ามี มีสภาพบังคับหรือมีผลยังไงบ้าง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราอยู่ในบ้านเมืองที่เหมือนกับไม่มีกฎเกณฑ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันนี้ ผมคิดว่าไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก ผมเองมองว่าส่วนหนึ่งพันธมิตรฯผิดแน่นอน รัฐบาลก็มีส่วนผิดในหลายเรื่องโดยเฉพาะการทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพื่อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันนี้เมื่อต่างฝ่ายต่างนึกถึงประโยชน์ตัวเองแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าในที่สุด 2 ฝ่ายใครจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน แต่ที่รู้แน่นอนคือประเทศเสียหายแล้ว เสียหมดทุกอย่าง เสียทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และระบบกฎหมายที่อุตส่าห์สั่งสมกันมาเป็น 100 ปี ไม่ว่าจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล หรือว่าสถานภาพของฝ่ายบริหารในฐานะเป็นผู้ปกครองประเทศ ทุกอย่างเสียหมด โดยยังมองไม่เห็นเลยว่าใครจะได้ประโยชน์บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามถึงทางออกสำหรับสังคมไทย ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.นันทวัฒน์มองว่า "...ผมยังมองไม่เห็น (ครับ) ว่าเราจะมีทางแก้ปัญหาได้ยังไงบ้าง เพราะถ้านายกฯบอกว่าไม่ยุบสภา ไม่ลาออก ก็หมายความว่ารัฐบาลยังคงอยู่ต่อไป ทำงานต่อไป แล้วพันธมิตรฯก็ยังอยู่ต่อไป ก็คงต้องอยู่ต่อไปอย่างนี้ เพียงแต่ว่าขออย่าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มต้นใช้ความรุนแรง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะวันนี้ผมเข้าใจว่าพลังเงียบของทั้ง 2 ฝ่ายก็มีเยอะเหมือนกัน ถ้าเริ่มมีการใช้ความรุนแรงหรือบีบบังคับประชาชน ผมคิดว่าโอกาสที่จะมีข้อพิพาทขนาดใหญ่ทางสังคมสูงมาก เพราะพลังเงียบจะออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสัมภาษณ์ของ ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ ปรมานันท์ ดังกล่าวข้างต้นนี้ คิดว่าน่าจะยังมีประโยชน์ในการคิดของคนในสังคม เพราะการชุมนุมขับไล่รัฐบาลก็ยังคงมีอยู่ต่อไป แต่อะไรคือวิธีการควรจะกระทำเพื่อไม่ให้บ้านเมืองและประเทศชาติเสียหายไปมากกว่านี้ จะต้องคิดกันให้หนัก สิ่งที่เป็นสัจธรรมที่สุดคือการแก้ปัญหานั้นไม่ได้มีอยู่เพียงหนทางเดียวอย่างที่พยายามเสนอ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-5193739093978279099?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/5193739093978279099/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=5193739093978279099' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5193739093978279099'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/5193739093978279099'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/09/blog-post_28.html' title='สลัมหรือทำเนียบ'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-1963296636093494848</id><published>2008-09-21T08:24:00.003+07:00</published><updated>2008-09-21T08:58:50.689+07:00</updated><title type='text'>การเมืองภาคประชาชน</title><content type='html'>วันนี้ขอนำบทความของท่าน ศาตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ ปรมานันท์ นักวิชาการกฎหมายมหาชนที่มีมุมมองต่อเหตุการณ์ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นอยู่ภายในประเทศของเรา ที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นข้อเขียนที่สะท้อนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ผู้ที่สนใจการเมืองภาคประชนควรศึกษาและทำความเข้าใจกลยุทธ์และประเด็นต่างๆ ให้รู้เท่าทัน และทำอย่างไรที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้โดยที่ไม่ทำให้ประเทศชาติส่วนรวมต้องเสียหาย เพื่อจะได้ในสิ่งที่ตนเองเรียกร้อง ซึ่งคงต้องใช้ปัญญาในการกำหนดวิธีการที่จะทำให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ และต้องไม่ก้าวล่วงในสิทธิของผู้อื่น จึงจะถือว่าการกระทำนั้นเป็นการสร้างสรรค์การเมืองภาคประชาชนที่แท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวใหญ่สำหรับช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่าน มาคงไม่มีข่าวใดน่าความสนใจเท่ากับข่าวที่นายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคนมาสัมภาษณ์ผมหลายคนเกี่ยวกับสาระของคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของกรณีศาลรัฐธรรมนูญแปลความคำว่า “ลูกจ้าง” ซึ่งผมก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบด้วยเหตุผลที่ว่า ปัจจุบันนี้การวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการนอกจากจะถูกสังคมบังคับและกำหนดว่าเป็นการให้ความเห็นเพื่อ “ข้างใด” แล้ว เรื่องที่น่ากลัวมากกว่าอีกเรื่องหนึ่งคือ “หมิ่นศาล” ซึ่งในวันนี้ก็ “ขยายความ” ออกไปมากจนครอบคลุมการให้ความเห็นทางวิชาการแบบตรงไปตรงมาด้วย ด้วย 2 เหตุดังกล่าวผมเลยคิดว่าอยู่เงียบๆ น่าจะดีที่สุด วันหนึ่งเมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติและเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ จบสิ้นลง ผมคงจะหยิบเอาคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาบางเรื่องมานั่งวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า นักกฎหมายธรรมดานั้น ต่างจากนักกฎหมายมหาชนอย่างไร !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันนี้ถึงแม้นายกรัฐมนตรีจะพ้นสภาพไปแล้ว แต่เค้าลางของความวุ่นวายยังคงมีอยู่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังคงชุมนุมกันอยู่ ผมได้มีโอกาสอ่านแถลงการณ์ของพันธมิตรฉบับที่ 21/2551 ที่ว่าพันธมิตรฯ จะยังคงชุมนุมอย่างต่อเนื่องหลังจากที่นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้ว และนอกจากนี้ในแถลงการณ์ดังกล่าวพันธมิตรฯ ก็ยังเพิ่มข้อเรียกร้องเข้าไปอีกมากมายหลายข้อ รวมไปถึงการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายบางฉบับ เช่นกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ ส่วนประเด็นเรื่อง “การเมืองใหม่” นั้น แม้พันธมิตรฯ จะมีคำอธิบายออกมาแล้วในแถลงการณ์ฉบับที่ 20/2551 ก็ตาม แต่อ่านดูแล้วก็ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม อ่านแล้วไม่รู้แม้กระทั่งอะไรคือการเมืองใหม่ รู้แต่เพียงว่า ไม่เอานักการเมืองในระบบปัจจุบันเท่านั้นเองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมี “ข้อเรียกร้อง” มากมายหลายเรื่องและเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา จึงทำให้ข้อเรียกร้องของพันธมิตร “ไม่นิ่ง” นอกจากข้อเรียกร้องจะ “ไม่นิ่ง” และ “ไม่ชัดเจนแล้ว” เมื่อพันธมิตรบุกรุกสถานที่ราชการและไม่ยอมไปมอบตัว การดำเนินงานของพันธมิตรก็ดูจะไม่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามี “วัตถุประสงค์” ใดกันแน่ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งที่แม้จะรับไม่ได้กับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถเข้าร่วมกับพันธมิตรได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศร่วม 7 เดือน เราได้พบเห็นอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่เฉพาะพันธมิตรฯ ที่ “ไม่นิ่ง” และ “ไม่ชัดเจน” นะครับรัฐบาลเองก็ “ไม่นิ่ง” และ “ไม่ชัดเจน” ด้วย ดูการเสนอข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา ดูการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ “ชักเข้าชักออก” อยู่ตลอดเวลา รวมความแล้ว รัฐบาลเองก็มีปัญหาในด้านการทำงานอย่างมาก มากจนสมควรที่จะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ประเทศไทยเราคงต้องการผู้นำที่มี “ภาวะผู้นำ” อย่างมาก การกล้าพูดแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจและกลัวที่จะทำ คงไม่ทำให้ประเทศเราพัฒนาไปสู่จุดที่ควรจะเป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าถามว่า 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทำอะไรให้กับประเทศไทยบ้าง ผมคิดว่าคงเป็นคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ ที่ไม่อยากตอบนั้นส่วนใหญ่คงคิดเหมือนกันคือ ไม่รู้จะตอบอะไรเพราะมองไม่เห็นสักอย่างว่าเราได้อะไรกันบ้าง ในฐานะนักกฎหมายมหาชน ผมมองเห็นปัญหามากกว่าสิ่งที่เราได้จากการดำเนินงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมมองว่าเป็นเรื่องใหญ่คือเรื่องอำนาจรัฐซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อำนาจรัฐมีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งใช้จัดระบบในรัฐ ใช้ขับเคลื่อนรัฐไปในทิศทางที่ควรจะไป ซึ่งในช่วงเวลา 7 เดือนที่ผ่านมานี้ ผมมองเห็นอำนาจรัฐค่อยๆ เสื่อมลงจนกระทั่งวันนี้ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจรัฐ” จะยังคงมีอยู่หรือไม่ เพราะหากเราพิจาณาถึงแนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจแล้วก็จะพบว่า ฝ่ายบริหารเป็นฝ่ายที่มีและใช้อำนาจรัฐมากที่สุด ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าในวันนี้ฝ่ายบริหาร “หมดรูป” จริงๆ ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ฝ่ายบริหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาการชุมนุมบนทางสาธารณะของพันธมิตรฯ เกือบ 2 เดือน การที่ฝ่ายบริหารไม่สามารถแก้ปัญหา ASTV การที่ฝ่ายบริหารถูก “ยึด” สถานที่ทำงานซึ่งเป็นสถานที่ราชการที่สำคัญที่สุดของประเทศและเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงหนึ่งในอำนาจอธิปไตย คือ อำนาจบริหาร การที่ฝ่ายบริหารถูกกล่าวหา ดูหมิ่น ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงยิ่งเสียกว่าการหมิ่นประมาทที่ฟ้องๆ กันอยู่ในศาลฯลฯ ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ฝ่ายบริหารซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือกลับไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย ส่วนฝ่ายนิติบัญญัตินั้นในวันนี้ก็ดูๆ แล้วทำงานลำบาก ระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมาผลิตกฎหมายออกมาไม่ได้เลยซักฉบับก็ไม่ทราบ แม้จะทำการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้บ้างแต่ก็ไม่เต็มที่ แถมเมื่อมีการอภิปรายทั่วไปของรัฐสภาเพื่อหาข้อยุติของการชุมนุมอย่างยืดเยื้อของพันธมิตรฯ แต่ผลที่ออกมากลับไม่ได้อะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับฝ่ายตุลาการที่ผู้คนชอบใช้คำว่า “ตุลาการภิวัตน์” กันนัก อะไรที่ฝ่ายตุลาการตัดสินไปแล้ว “ถูกใจ” ก็เป็น “ตุลาการภิวัตน์” แต่ทำไมเมื่อมีการออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ แล้วไม่มีใครเคารพและปฏิบัติตามจึงไม่มีใครตั้ง “คำศัพท์” ขึ้นมาใหม่สำหรับมาใช้แทนคำว่า “ตุลาการภิวัตน์” บ้างก็ไม่ทราบ และท้ายที่สุดสำหรับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่างทหารนั้น ในวันนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้เพราะออกมายืนยันอย่างเดียวว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จากเหตุผลทั้งหมดที่พูดไปล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ “อำนาจรัฐ” ที่เคยมีอยู่อย่างมาก อ่อนแอลงอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่ออำนาจรัฐอ่อนแอลง สังคมขาดผู้นำ คนส่วนหนึ่งจึงหันไปหาการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพราะว่าอย่างน้อยก็ประกอบไปด้วนคนที่มี “ภาวะผู้นำ” ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์ 3 เดือนเศษ ที่ผ่านมาต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสามารถสร้างบทบาทของตนเองจาก “อะไรก็ไม่รู้” จนมาเป็น “องค์กร” ที่มีบทบาทในการ “ตรวจสอบ” การทำงานของรัฐบาล กรณีเขาพระวิหารเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่สุดที่พันธมิตรฯ นำมาใช้ “ปลุกเร้า” ความรู้สึกหรืออารมณ์ของผู้คนให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกันและพัฒนาความคิดกับมุมมองร่วมกันจนกลายเป็น “พลัง” ที่ใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาจนถึงจุดที่เราอยู่กันในวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เกิดจากปรากฎการณ์พันธมิตรฯ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ผมนึกถึงหนังสือเก่ามากเล่มหนึ่งของฝรั่งเศสชื่อ “Psychologie des foules” หรือ “จิตวิทยาของฝูงชน” ที่เขียนโดย Gustave Le Bon เมื่อปี คศ.1895 นึกแล้วก็อดนำมาคิดปรับเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราในวันนี้ไม่ได้ หนังสือดังกล่าวพูดเรื่องพัฒนาการในการรวมกลุ่มกันของคนที่ในหนังสือเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “ฝูงชน” (les foules) โดยในตอนต้นของหนังสือกล่าวถึงวิธีการของคนธรรมดาสามัญที่อาจได้อำนาจรัฐมาโดยความช่วยเหลือของฝูงชนซึ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่า คนจำนวนมากสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ง่ายด้วยการก้าวกระโดดข้ามกระบวนการปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การก้าวกระโดดดังกล่าวทำได้โดยการรวบรวมคนจากกลุ่มที่มีเชื้อชาติเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน สังคมเดียวกัน หรือประสบการณ์เดียวกัน โดยต้องหาทางทำให้คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ร่วมกัน จากนั้นคนที่เป็นผู้นำจะต้องสร้างความรู้สึกร่วมให้กับฝูงชน วิธีการหนึ่งที่ใช้ก็คือ การใช้ “คำพูด” เป็นตัวปลุกเร้าความรู้สึก ผู้นำต้องรู้จักวิธีใช้คำพูด สร้างคำใหม่ๆ ขึ้นมาแทนคำเดิมเพื่อให้เป็นคำของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เมื่อพูดคำดังกล่าวขึ้นมาเมื่อใดก็จะสร้างความโกรธและความเกลียดให้กับผู้ชุมนุมได้ ท้ายที่สุด เมื่อทุกคนมี “จุดร่วม” เดียวกันแล้ว “ฝูงชน” ก็จะเกิดขึ้นโดยมี “ผู้นำ” ที่พร้อมที่จะทำทุกอย่างร่วมกันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ต้องการเห็น ที่ผมเล่าไปนี้เป็นเพียงบางส่วนที่จำได้จากหนังสือดังกล่าวที่คิดว่าคงต้องกลับไปอ่านดูใหม่อีกครั้งเพราะคิดว่ารู้สึกคุ้นๆ และน่าจะมองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าสมัยที่อ่านครั้งแรกเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-1963296636093494848?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/1963296636093494848/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=1963296636093494848' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/1963296636093494848'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/1963296636093494848'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/09/blog-post_21.html' title='การเมืองภาคประชาชน'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-6110130801147580596</id><published>2008-09-10T17:55:00.018+07:00</published><updated>2008-09-28T10:42:04.934+07:00</updated><title type='text'>เรื่องของ นายกสมัคร กับ นายสมัคร</title><content type='html'>เมื่อวานศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีความของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ว่าผิด และทำให้ต้องพันสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้จึงน่าจะเขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง และคงเป็นมุมอื่นนอกเหนือไปจากการเมือง ที่สื่อและนักวิชาการออกมาให้ข้อคิดเห็นแก่สังคม ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นพฤติกรรมและท่าทีตลอดจนลักษณะเฉพาะตัว เพราะจะมีข้อแตกต่างกันอยู่ด้วยสถานะของการดำรงตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนมากกว่าที่จะเป็นจุดแข็งในมุมมองของสังคม และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีคำถามเกิดขึ้นเสมอในระหว่างที่ท่านมีสถานะเป็นนายกสมัคร ว่ามีใครสามารถสะท้อนมุมมองของสังคมให้ท่านได้รับรู้บ้าง หรือว่ามีคนที่บอกกล่าวและท่านไม่รับฟัง หรือคิดว่าท่านเป็นคนไม่รับฟังจึงไม่มีคนกล้าบอก ซึ่งต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่าตัวผู้เขียนลุ้นทุกครั้ง ที่เห็นท่านพูดในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ข้อเขียนนี้จึงหยิบยกความเป็นบุคคลสาธารณะของท่านมาเป็นประเด็นนำ โดยมิได้มีความเกลียดความโกรธใดๆ กับท่านเป็นการส่วนตัว และยังต้องการสะท้อนลักษณะของการพูดจาของนักการเมืองทั่วไปในวาระต่างๆ เพราะนักการเมืองในความหมายของตัวแทนประชาชน ควรที่จะต้องคิดดี พูดดี และทำดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคมได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายกสมัครกับสื่อดูจะเป็นพฤติกรรมแรกๆ ที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างมาก ตั้งแต่ท่านเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยท่าทีและวาจาที่ตอบโต้กับผู้สื่อข่าวโดยใช้คำพูดที่รุนแรง ทำให้ตำแหน่งผู้นำประเทศดูด้อยลงไปในสายตาของสังคม เรื่องนี้ต้องพิจารณากันตามข้อเท็จจริงว่าถ้ามีการให้คะแนนบุคลิกภาพกันแล้ว นายกสมัครจะดูด้อยไปกว่าอดีตนายกของประเทศไทยเกือบทุกคนเมื่อนำมาเปรียบเทียบ ซึ่งยังไม่รวมถึงเนื้อหาในคำสัมภาษณ์หรือการตอบคำถามด้วยซ้ำไป แม้ว่าคำถามในบางคำถามและท่าทีของผู้สื่อข่าวอาจจะดูไม่เหมาะสมนัก แต่ประเด็นดังกล่าวถูกกลบหายไปในทันทีที่นายกสมัครตอบ แล้วยิ่งเป็นการพูดโต้กันไปท่านยิ่งเสียรังวัดในสายตาของคนทั่วไปไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบท่าน ในยุคหนึ่งที่ผู้เขียนยังอยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานก็ชื่นชมในการเป็นนักพูดของท่าน ซึ่งท่านเองก็จัดได้ว่าเป็นนักการเมืองที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดาวสภาคนหนึ่ง แต่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างประกอบกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสแสร้งหรือละทิ้งความเป็นตัวตน แต่จะต้องมีการควบคุมให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดีสมกับฐานะและตำแหน่งที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นหน้าเป็นตาของคนไทยทั้งประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเป็นนายสมัครที่เคยรู้ลึกถึงวงการสื่อจากการที่ทำงานคลุกคลีอยู่ในวงการนี้ รู้ตื้นลึกหนาบางของสื่อที่มีพฤติกรรมแย่ๆ ชอบถามคำถามที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งก็ต้องยอมรับกันว่าพฤติกรรมของสื่ออย่างนั้นใช่ว่าจะไม่มี การตอบโต้ดังกล่าวอาจจะดูว่าสมกันสำหรับสื่อด้อยคุณภาพและไร้ปัญญา หากแต่ว่าในตำแหน่งนายกสมัครควรจะนำสิ่งที่รู้มาเป็นข้อได้เปรียบในการควบคุมตัวเอง จะดูสง่างามกว่าการไปหลงตามประเด็นที่สื่อถาม และทางออกก็มีอยู่ตั้งมากมายหลายอย่างที่เลือกทำได้ จะหลีกเลี่ยงหรือยังไม่ตอบก็ดูจะไม่เสียหาย นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาหลายคนก็เลือกทำแบบนี้ พลเอก เปรมฯ ถึงกับได้ฉายาว่า "เตมีย์ใบ้" หรือแม้กระทั่งอดีตนายก ชวนฯ ก็มีวลีที่นำมากล่าวกันจนถึงบัดนี้ว่า "ยังไม่ได้รับรายงาน" แต่ก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นกับสังคม สื่อมวลชนหรือคนที่อยากจะรู้เรื่องราวต่างๆ อาจจะหงุดหงิดไปบ้าง หากจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหายจนสังคมรับไม่ได้ แต่ในทางตรงกันข้ามสำหรับอดีตนายกสมัครฯ แม้แต่คนที่เคยนิยมชมชอบในตัวท่าน ก็เริ่มลังเลและไม่แน่ใจในพฤติกรรมการพูดจาของท่านเสียแล้ว และต้องยอมรับกันว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เว้นเสียแต่ว่าจะนิยมชมชอบกันแบบแม่ยกลิเก ที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นดีไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพูดจาของนักการเมืองที่ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะนั้น ไม่รู้ว่ามีการพัฒนากันมาแบบถูกทางหรือไม่ นักการเมืองที่เป็น "ดาวสภา" ในสมัยเดิมๆ ใช้เวทีของการอภิปรายในสภาเป็นที่แสดงวาทะและโวหาร ไม่ใช่แค่การพูดหรืออภิปรายเก่ง แต่จะต้องมีคารมที่เชือดเฉือน ซึ่งบางที่ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าเส้นแบ่งการคารมแบบนี้กับการพูดส่อเสียดอยู่ตรงไหน เพราะภาษาไทยของเราร่ำรวยคำพูด บางทีเป็นคำสุภาพแต่ความหมายบาดลึกเสียยิ่งกว่าด่ากันตรงๆ อีก แต่เดิมมีนักการเมืองประเภทนี้อยู่ในสภาค่อนข้างมาก แต่ด้วยการเวลาที่เปลี่ยนไป หรือว่าสังคมอาจจะชินชากับคำพูดเหล่านี้ "ดาวสภา" จึงพัฒนามาเป็นเรื่องของข้อมูลที่น่าฟังมากกว่าวาทะที่ใช้เชือดเฉือนกัน แต่ก็ยังคงมีหลงเหลือปรากฏอยู่บ้าง หลักฐานที่เด่นชัดและชัดเจนก็คือ สส.ผู้ทรงเกียรติกระโดดถีบกันในสภา ที่มีเหตุมาจากการพูดจาไม่เข้าหูกันนี่แหละ คำพูดนั้นในระเบียบของการประชุมสภาสามารถถอนคำพูดได้ เพื่อมิให้มีปรากฏอยู่ในบันทึกการประชุม แต่ความรู้สึกนั้นถอนกันได้ยาก ถอนคำพูดไปแล้วจะไปฟ้องร้องกันก็ไม่ได้ ก็เลยตั้งศาลเตี้ยตัดสินความกันไปเลย แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนไทยเสียหายไปเสียแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสภาขณะนี้ พอเห็นนักการเมืองบางคนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลลุกขึ้นมาอภิปราย สามารถเดาต่อไปได้เลยว่าต้องมีการประท้วง ที่หนักกว่านั้น คือ เมื่อมีการให้ถอนคำพูดก็ยังมีการทวนคำเดิมเหมือนหลอกด่าซ้ำอีกครั้ง แต่ท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติในสภาก็ไม่เห็นจะรู้ร้อนรู้หนาวอะไร ยังกลายเป็นเรื่องตลกขบขันเฮฮากันเหมือนดูรายการตลกไปเสียอีก ประชาชนคนนอกสภาก็ได้แต่นึกเวทนาและสมเพชต่อพฤติกรรมดังกล่าวของนักการเมืองไทย ความเป็นสาธารณะกับความเป็นตัวตนของแต่ละคนบางที่บางแห่งก็จำเป็นต้องปรับ ต้องนึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมด้วย ต้องไม่ลืมว่าประชาชนเขาเลือกให้ไปเป็นผู้แทนของเขา ไม่ได้เลือกให้เข้าไปแสดงความเป็นตัวตนในเรื่องต่างๆ อย่างที่เคยเป็น ในการอภิปรายที่ผ่านมาถึงกับมีบางคนกล่าวถึงผู้อื่นที่มีพฤติกรรมอันน่าสมเพชนี้ว่ามือตก ขณะที่อีกคนก็โต้ตอบว่าไม่ให้ราคาหรือไม่มีราคาที่จะเสวนาด้วย โดยหารู้ไม่ว่าทั้งสองคนนั้นประชาชนเขามองว่าตกยุคไปแล้ว และก็ไม่ได้ให้ความเชื่อถือในบทบาทที่แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย ความเป็นบุคคลสาธารณะนั้นจำเป็นมากสำหรับนักการเมือง ถ้ายังเป็นกันอย่างนี้ต่อไป ควรมีวาระในการประชุมสภาที่ไม่ต้องมีการพิจารณางานบ้านการเมือง แต่ให้เป็นวาระของการอบรมบุคลิกภาพ รวมทั้งมารยาทในการประชุมสภาให้กับ สส.ทุกคนจนกว่าจะดีขึ้นกว่านี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-6110130801147580596?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/6110130801147580596/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=6110130801147580596' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/6110130801147580596'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/6110130801147580596'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/09/blog-post_10.html' title='เรื่องของ นายกสมัคร กับ นายสมัคร'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-9212115119184680823</id><published>2008-09-03T18:02:00.092+07:00</published><updated>2008-09-30T00:58:53.533+07:00</updated><title type='text'>การเมือง สื่อ และสังคม กับตัวเรา</title><content type='html'>เกริ่นนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองกับบทบาทของประชาชนที่ควรจะเป็น และสิ่งที่ควรจะเป็นนี้เชื่อมโยงกับบริบทที่กล่าวถึงอย่างไรด้วย เพราะไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ ทั้งการเมือง สื่อ และความเป็นไปของสังคม ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องเกี่ยวข้องอยู่อย่างปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการมองทุกอย่างด้วยตัวของเราเอง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด จะต้องไม่ปล่อยให้กระแสพาไป เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว สุดท้ายเราก็จะตอบตัวเองไม่ได้ ว่าทำไปด้วยเหตุใด และข้อเขียนนี้คงต้องยืนยันไว้ก่อนว่า พยายามเขียนบนฐานของความเป็นจริงและเหตุการณ์จริง ที่ตัวเองได้ประสบมาด้วยตัวเอง อาจไม่ตรงกับความรู้สึกนึกคิดของใครบ้าง ขอให้ถือว่าเป็นความแตกต่างของความคิดในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จะได้ไม่มีข้อขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความไม่เข้าใจในสังคม เพราะเราทุกคนต่างก็เชื่อว่าเราคิดต่างกันได้ ในระบอบการปกครองนี้ไม่ใช่หรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวางตัวเป็นกลางในขณะนี้ก็ยังกระทำได้อย่างลำบาก เพราะมักจะถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ยึดถือความคิดของตัวเองเป็นหลัก มองว่าไม่รักชาติ มองว่าลอยตัวไม่มาร่วมกับความยากเข็ญที่ผจญอยู่ด้วย จึงอยากจะชี้ให้เห็นสิ่งดีของการถอยออกมาจากฝ่ายต่างๆ แล้วมองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีพวกไม่มีฝ่าย แต่ต้องมองบนฐานของความจริงที่มีเหตุผลประกอบ ไม่ใช่มองด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว น่าจะเห็นทางออกของความขัดแย้งที่มีอยู่ได้บ้างไม่มากก็น้อย ข้อสำคัญต้องได้การยอมรับในสิทธิของการแสดงความคิดเห็น ตามสิทธิพื้นฐานที่เป็นหลักสากลของสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่มองว่าคิดเห็นไม่เหมือนฝ่ายตนแล้วจะต้องเป็นคนละพวก รับฟังกันไม่ได้และกลายเป็นการขัดแย้งกัน จนนำไปสู่การไม่รับฟังที่เป็นชนวนของความรุนแรงในที่สุด ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเลยสักนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมีคนในสังคมที่เขาก็ไม่ได้เลือกตัวบุคคลที่เป็นฝ่ายบริหารในรัฐบาลนี้มา เพราะพิจารณาแล้วว่าเป็นกลุ่มนักการเมืองที่มีคุณสมบัติไม่ดีพอ ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีการและการบริหาร แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีการของกลุ่มที่เปิดตัวมาต่อต้านรัฐบาล และยังเห็นการทำหน้าที่ของสื่อในมือของรัฐบาลและฝ่ายที่ต่อต้าน ว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นสื่อมวลชนทั้งสองฝ่าย ที่ทางของคนเหล่านี้ในสังคมจะอยู่ที่ไหน ในเมื่อพวกเขายังเห็นว่าทางออกของสังคมไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเสนออย่างสุดโต่ง และต่างฝ่ายต่างก็ดำรงข้อเรียกร้องของฝ่ายตน จนเกิดการปะทะกันด้วยกำลังอย่างที่ปรากฏในความเป็นจริง ไม่เพียงแต่เลือดตกยางออกเท่านั้น แต่เสียแม้กระทั่งชีวิต ทั้งๆ ที่ยังมีวิธีการอื่นที่ยังจะทำได้ได้ในเรื่องของการกดดัน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาสำหรับการไม่ยอมรับความจริงของรัฐบาลในลักษณะนี้ แต่ความเป็นธรรมของรัฐบาลจะค่อยๆ หมดไปเอง จึงน่าที่เลือกวิธีอย่างนี้หากคิดว่าชีวิตของคนมีค่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมเวลานี้ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ได้มองเห็นเป็นสิ่งเดียวกันหมดไปเสียทุกเรื่อง การได้ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่ทำให้ปัญหาหมดไป การใช้เวลาในการกดดันอย่างที่กล่าวถึงจึงจำเป็นมาก จะทำให้ทุกคนในสังคมเห็นในสิ่งเดียวกัน เห็นความถูกความผิดความไม่เหมาะสมเหมือนกัน เมื่อนั้นแล้วอำนาจใดๆ ก็ฝืนไม่ได้ และยังเป็นจุดร่วมของทุกคนอีกด้วย สันติอหิงสาและอารยะขัดขืนไม่ใช่เพียงแต่เป็นคำที่เพียงแต่พูดที่มากล่าวอ้าง ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ต้องยอมรับผลที่จะเกิดในทางกฎหมาย และมีกลยุทธ์ในการใช้ให้เป็นเรื่องของการต่อต้านแบบสันติจริงๆ ไม่ใช่พูดอย่างแต่ทำอีกอย่างร่วมไปกับการปลุกระดม ไม่ใช่ประเทศไทยจะไม่มีบทเรียนของเหตุการณ์ลักษณะนี้ เพียงแต่เราขาดสติและขาดการไตร่ตรองของสังคมกันเท่านั้น การตายของคนแม้เพียงคนเดียวจากเหตุการณ์แบบนี้ อาจจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูเป็นฝ่ายธรรม และผลักให้อีกฝ่ายเป็นอธรรม แต่กรรมนั้นตกอยู่กับประเทศไทยที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีแต่ความเขลาและขาดสติ คนที่สนใจการเมืองแล้วติดตามข้อมูลจากสื่อเพียงสื่อเดียวในประเทศไทยนั้นไม่พอ เพราะสื่อในเมืองไทยยังไม่ได้ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความจริงได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อของเอกชน คุณสมบัติในการเป็นสื่อมวลชนนั้น อยู่เหนือปัจจัยและองค์ประกอบของการเป็นเจ้าของ ในขณะที่สื่อของรัฐยิ่งต้องตระหนักมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อเอกชนจะคิดทำอะไรก็ได้ ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสิ่งที่นักการสื่อสารมวลชนจะต้องมี ในทุกวาระ ทุกประเด็น และทุกเรื่อง สื่อมวลชนต้องสร้างความเข้าใจให้สังคม ลดความขัดแย้ง และไม่เป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความรุนแรง สังคมของทุกประเทศจึงยกย่องฐานะให้สื่อมวลชนมีสถานะเป็นฐานันดรที่ 4 มีเอกสิทธิ์ต่างๆ ในการทำงานได้ในพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายแม้ว่าจะเป็นฝ่ายที่ขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้น สื่อมวลชนจะต้องตระหนักให้มาก ว่าสิ่งที่ทำนั้นครบองค์ประกอบดังกล่าวหรือไม่ ถ้าหากเข้าใจแล้วเนื้อหาสาระและการดำเนินการต่างๆ จะสะท้อนออกมาเอง นักการสื่อสารมวลชนจะต้องเป็นหลักที่จะดำรงคุณสมบัติและองค์ประกอบดังกล่าวนี้ไว้ จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้เพราะเท่ากับว่าไม่ครบองค์ประกอบ จะเรียกกันไปใหม่ว่าเป็นสื่อกลายพันธุ์หรืออย่างไรก็ตาม แต่ต้องไม่ใช่สื่อมวลชนอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เกริ่นนำมาข้างต้นนั้น ยังยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ว่าไม่ใช่การกล่าวหากันอย่างไร้เหตุผล ในเมื่อประเทศชาติต้องการทางออก ขณะที่ฝ่ายซึ่งเป็นคู่กรณีกันไม่ยอมถอยทั้งๆ ที่ถอยได้ด้วยกันทั้งคู่ จึงควรรวบรวมสติแล้วหันกลับมาดูตัวเองกันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายที่เป็นสื่อ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสังคม รับฟังคำท้วงติงจากมุมมองอื่นบ้าง ถ้ายังคิดว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองที่ประชาชนคนไทยยังปรารถนาที่จะใช้ระบอบนี้ และถ้ายังคิดว่าสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่นำมากล่าวอ้างกันตลอดเวลา เป็นสิ่งมีค่าสูงสุดที่จะต้องปกปักรักษาไว้ให้เป็นมรดกตกทอดไปจนถึงชั่วลูกหลาน และสุดท้ายคือการหันกลับมามองตัวเรา ว่าควรเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะี้นี้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำคัญของปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมองการเมืองผ่านอำนาจ 3 ฝ่าย อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ คงต้องตั้งคำถามว่าเรามีปัญหาอะไรกับอำนาจทั้ง 3 ฝ่ายนี้ ให้ลองพินิจพิเคราะห์กันแบบชาวบ้านก็พอจะมองเห็นได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องของตัวบุคคลที่อยู่ในระบบ จนทำให้หน้าตาของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เต็มไปด้วยข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวบุคคล และปัญหาก็วนกันอยู่ตรงนี้โดยที่ไม่ได้ก้าวข้ามไปใช้แนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองในรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นประโชน์กับประเทศชาติและประชาชนได้เลย ถ้าจะถามนักการเมืองไทยว่าควรจะทบทวนคุณสมบัติและคุณภาพของตัวเองกันได้หรือยัง ก็ต้องตอบว่าถึงเวลานานแล้ว แต่นักการเมืองยังไม่ได้ให้ความสำคัญตรงจุดนี้เลยแม้่น้อย การเข้ามาสู่การเมืองของนักการเมืองไทยยังคุยกันแต่เรื่องผลประโยชน์ และตำแหน่งหน้าที่การงานที่จะได้รับเมื่อเป็นฝ่ายบริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความด้อยคุณภาพของนักการเมือง เป็นสนิมที่กัดกร่อนการเมืองไทยมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2475 และมาทะลุเป็นรูกว้างให้เห็นกันชัดเจนในปีนี้ พ.ศ.นี้ ซึ่งมีผลกระทบที่ร้ายแรงกับสังคมและประเทศชาติอย่างมาก เริ่มจากจากเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกระบวนการเลือกตั้ง ท่ามกลางองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งร่วมไปกับภาคประชาชน แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นการทุจริตในการเลือกตั้งที่เคยมีมาได้ จะถือว่าเป็นความด้อยประสิทธิภาพขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) หรือความมีประสิทธิภาพในการโกงของนักการเมืองก็ตาม แต่ก็ทำให้การเมืองไทยไม่ได้เป็นระบอบที่ดีและเอื้ออำนวยให้มีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งนักการเมืองไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสัดส่วนของนักการเมืองที่มีคุณภาพที่น้อยกว่านักการเมืองด้อยคุณภาพ จึงทำให้การบริหารประเทศดำเนินการไปท่ามกลางความมีมลทิน และเป็นข้อเคลือบแคลงสงสัยของสังคมมาตลอดไม่ว่าจะเป็นการบริหารของฝ่ายใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดำเนินงานทางการเมืองเอง แม้จะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่การปฏิบัติบางอย่างก็ค้านกับความรู้สึกของประชาชน เช่นกระบวนการในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีหน้าที่ในการพิจารณาตัวบทกฎหมายต่างๆ แต่กลับไปติดยึดอยู่กับการเมืองแบบแม่ยกที่ใช้วิธีการพวกมากลากไป จึงทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่ากฎหมายที่พิจารณากันนั้น ทำเพื่อประชาชนหรือทำเพื่อกลุ่มคนในฝ่ายของตนเอง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเป็นสมาชิกพรรคของประชาชนทั่วไป ที่ทำให้พรรคการเมืองที่ตัวเองเป็นสมาชิกทำอะไรไม่เคยผิด ทำตัวเหมือนกับเป็นแม่ยกของคณะลิเกที่ชื่นชมพระเอกลิเกของคณะนั้นๆ เป็นสภาพของข้อเท็จจริงของการเมืองไทยที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นทั้งพรรคการเมืองและนักการเมือง กำลังสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนแบ่งกันตามภูมิภาคที่เป็นฐานเสียงสนับสนุนของพรรคและตนเอง ที่กำลังก่อตัวขึ้นพราะความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจของนักการเมืองก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัฒนธรรมการเมืองแบบแม่ยกค่อยๆ ฝังรากลึกลงในการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทย จนทำให้ยากที่จะมองว่าสิ่งใดมีความเหมาะสมหรือมีความถูกต้อง เพราะผูกติดอยู่กับอำนาจบริหารของฝ่ายที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยเสียงข้างมาก ทำให้ความเกี่ยวข้องของประชาชนกับการบริหารบ้านเมืองยิ่งห่างกันออกไป เมื่อตัวแทนที่เขาเลือกต้องดำเนินกิจกรรมการเมืองไปตามมติพรรค ที่เป็นการจำกัดความมีอิสระในการตัดสินใจของการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ในการพิจารณาตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสังคมและประชาชน แม้ว่าจะมีความพยายามแยกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกัน โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพรรคการเมืองก็ไม่ได้ทำให้แยกกันอย่างมีอิสระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบพรรคการเมืองของการเมืองไทย คุณภาพยังมีไม่พอที่จะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นสถาบันทางการเมือง ด้วยเหตุผลหลายประการรวมทั้งที่กล่าวถึงการดำเนินการทางการเมืองด้วยวัฒนธรรมการเมืองแบบแม่ยกข้างต้น ทำให้ประชาชนไม่เคยเห็นแนวทางในการบริหารประเทศที่จะก่อให้เกิดความอยู่ดีมีสุขอย่างเป็นรูปธรรม มีแต่การช่วงชิงอำนาจในการที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารเท่านั้น ดังนั้น เราจะเห็นพัฒนาการทางการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อพรรคการเมืองที่ควรเป็นสถาบันทางการเมือง ยังมีกรอบแนวคิดที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางการเมืองที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง จึงส่งผลไปยังนักการเมืองที่เข้ามาสังกัดพรรคการเมืองให้ขาดคุณภาพไปด้วย เพราะมักจะพูดกันแต่เรื่องของอำนาจในการบริหารประเทศมากกว่าจะพูดในเรื่องวิธีการในบริหารประเทศให้ดีอย่างไร พรรคการเมืองจึงต้องการสมาชิกพรรคที่เมื่อลงเลือกตั้งแล้วต้องได้รับเลือกโดยไม่สนใจวิธีการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจึงเห็นนักการเมืองไทยย้ายพรรคกันเป็นว่าเล่นตามผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เรายิ่งเห็นว่าพรรคการเมืองไม่ได้มีความเป็นสถาบันเลยแม้แต่น้อย เป็นได้เพียงองค์กรรองรับนักการเมืองเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เพราะเมื่อมีพรรคการเมืองใดถูกยุบก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ได้ จึงไม่ได้เป็นการแก้ไขความมั่นคงทางการเมืองหรือส่งเสริมการพัฒนาทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางการเมืองขณะนี้ เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่า องค์ประกอบต่างๆ ทางการเมืองด้อยประสิทธิภาพทั้งสิ้น ทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง หรือแม้แต่องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องต่างๆ เรียกได้ว่าไม่มีจุดยืนในการทำหน้าที่ของตนให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติได้ องค์กรอิสระบางองค์กรในปัจจุบันก็ยังมีปัญหาในเรื่องของที่มาจากอำนาจที่ไม่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย การแก้ปัญหาทางการเมืองจึงไม่ได้ข้อยุติ แต่ก็ไม่มีใครกล่าวถึงการแก้ปัญหานี้ นอกจากการตอบโต้กันไปมาและหาหลักยึดเพื่อปฏิบัติกันไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองจากการทำรัฐประหารมาสู่ความเป็นประชาธิปไตย ด้วยการมีรัฐธรรมนูญใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้ง แม้จะดูว่าพ้นความรับผิดชอบของผู้กระทำการรัฐประหารกับบรรดาผู้ที่มีส่วนร่วมทางใดทางหนึ่งไปแล้ว แต่ผลพวงของสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปถึงการดำเนินงานและการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่าได้สร้างมิติและปมการเมืองทิ้งเอาไว้ให้บ้านเมืองอย่างไรบ้าง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถลบออกไปจากประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยที่เป็นข้อเท็จจริงได้ แม้แต่การร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงวันนี้ขณะนี้ ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการลงประชามติก่อนประกาศใช้ ด้วยเหตุผลของการมีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งแทนที่จะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่เมื่อผลประชามติออกมาก็ยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยว่าจะเป็นเงื่อนไขที่นำมากล่าวอ้างได้ ทั้งๆ ที่ก่อนการลงประชามติทั้งคณะผู้ก่อการรัฐประหารและรัฐบาลขณะนั้น ชี้นำให้ประชาชนรับรัฐธรรมนูญไปก่อนเพื่อให้มีการเลือกตั้ง แล้วให้มาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันภายหลัง นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาทางการเมืองดูจะยึดโยงและเกี่ยวพันไปกับทุกส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องติดตามและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักการและข้อสำคัญคือต้องมีสติ จะไม่มีประโยชน์อันใดเลยถ้าเราจะอ้างกันว่ารักชาติบ้านเมือง แล้วกระทำการสิ่งใดที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายเพียงแค่มีความคิดเห็นที่ต่างกันเท่านั้น ปัญหาทางการเมืองจะต้องแก้ด้วยวิถีทางทางการเมืองที่มีแนวคิดเฉพาะของสถานะที่ตนเป็นอยู่ การเมืองต้องมี spirit และใช้หลักรัฐศาสตร์ หากมุ่งหาแต่ความผิดความถูกด้วยหลักนิติศาสตร์อย่างที่เป็นอยู่นี้ เป็นข้อบ่งชี้ได้เลยว่าการเมืองไทยและนักการเมืองไทยใช้หลักรัฐศาสตร์ไม่เป็น หรือไม่เคยคิดจะใช้หลักรัฐศาสตร์ในการบริหารกิจการบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย และตรงนี้เองนั่นแหละที่การเมืองไทยทำให้สังคมสับสน ทำให้คนในสังคมแยกนักการเมืองดีหรือนักการเมืองไร้คุณภาพไม่ออก เพราะไม่เข้าใจหลักและวิธีการในการมองปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่อยู่ในซีกของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ จะต้องมีทัศนคติและมุมมองที่ตระหนักถึงประเทศชาติและสังคมส่วนรวมให้มากกว่าทุกฝ่าย ประเทศชาติและสังคมไทยจึงจะไปรอดและไม่ถึงทางตันทางการเมืองอย่างที่เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านสื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยมีสื่อมากมายเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและเนื้อที่ของประเทศ แต่ถ้าจะพูดถึงสื่อที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างครบถ้วนกระบวนความ ต้องบอกกันว่าหาได้ยากมาก ไม่เช่นนั้นที่ผ่านมาสังคมคงไม่มีการร้องเรียกเพรียกหาให้มีการปฏิรูปสื่อกันอย่างอึงมี่แน่นอน การทำหน้าที่สื่อมวลชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นสื่อของใคร ฐานะและสถานะของสื่อมวลชนอยู่เหนือความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อของเอกชนใช้มาตรฐานเดียวกัน การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจึงมีการคุ้มครองด้วยการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ สื่อต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองเสียใหม่ ว่าทำหน้าที่ได้ครบถ้วนของการเป็นสื่อมวลชนแล้วหรือยัง และต้องเร่งแก้ไขถ้าไม่ต้องการให้สังคมแตกแยกกันไปมากกว่านี้ ซึ่งวิธีการแก้ไขไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับการเป็นสื่อมวลชน นั่นคือการทำหน้าที่ตามคุณสมบัติและองค์ประกอบของการเป็นสื่อมวลชนให้ได้จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อของรัฐที่พยายามทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลนั้น ผู้เขียนเคยตั้งคำถามมาหลายต่อหลายครั้งว่า หากเรามีรัฐบาลที่บริหารบ้านเมืองที่ขาดหลักธรรมาภิบาลอย่างรุนแรงแล้วจะทำหน้าที่กันอย่างไร ถ้ามีการผูกติดในเรื่องของการทำหน้าที่สื่อมวลชนไว้กับอำนาจรัฐ นอกจากจะชี้ให้เห็นว่าไม่มีความเข้าใจความหมายของคำว่า รัฐ และ รัฐบาล แล้ว ยังไม่มีความเข้าใจงานในหน้าที่สื่อมวลชนและสถานะของสื่อมวลชนอีกด้วย และหลายต่อหลายครั้งอีกเหมือนกันที่เห็นวิสัยทัศน์ในการทำงานของผู้บริหารสื่อของรัฐ ในแบบที่ไม่มีแนวทางในการทำงานที่จะหลุดออกมาจากอำนาจรัฐได้เลย ทำให้ไม่รู้ว่าจะมีบทบัญญัติในการทำหน้าที่สื่อไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์อันใด ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยอันอมตะของระบบราชการ ที่มีการปฏิรูปเพียงเพื่อเป็นเปลือกห่อหุ้มความเหลวแหลกต่างๆ ให้ดูดีในสายตาประชาชนเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากผลพวงดังกล่าวนี้เอง ความมีอิสระในการทำงานในหน้าที่สื่อมวลชนที่สื่อของรัฐบางสื่อนำเสนอออกมาสู่สังคม จึงไม่ได้สร้างสรรค์ให้สังคมเกิดความรู้ความเข้าใจรอบด้าน ในขณะที่สื่อของรัฐที่เหลือส่วนใหญ่ก็มุ่งมั่นทำมาหากินกับสื่อที่เป็นสมบัติสาธารณะของชาติ อย่างไม่คำนึงว่าการนำเสนอของตนเองจะมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร ไร้จุดยืนของประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติด้วยการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน มอมเมาแต่ความบันเทิงที่ไร้สาระที่นำมาสู่รายได้เป็นกอบเป็นกำจากการโฆษณา ประเทศไทยจึงมีแต่ประชากรที่เสพสุขอยู่กับความบันเทิง โดยไม่สนใจสิ่งรอบตัวที่จะเป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม และยังมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่ารับรู้ด้วยการปฏิเสธที่จะเปิดรับเสียด้วยซ้ำไป เพราะเขาคิดว่าไม่น่าจะได้อะไรจากการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของสื่อมวลชน ที่มีคุณสมบัติเพียงแค่การกล่าวอ้างของสื่อนั้นเอง แต่หามีคุณสมบัติของสื่อมวลชนจริงตามที่กล่าวอ้างไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสื่อเองที่ควรจะดำรงความเป็นกลางและมีสถานะที่เป็นอิสระในการทำงาน กลับกลายเป็นสื่อที่มีการเลือกข้างและอ้างว่าตนเป็นฝ่ายถูก โดยไม่สนใจว่าผู้คนจะคิดอย่างไร ก็เท่ากับทำให้ประชาชนที่มีสติและติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากหลายๆ ทางเพื่อทำการคัดกรองข้อมูลข่าวสารด้วยการเปรียบเทียบ ซึ่งก็ใช่ว่าประชาชนจะทำอย่างที่กล่าวนี้ได้กันทุกคน ทำให้บางคนตัดบทด้วยการขอไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารใดๆ เลยดีกว่า เท่ากับว่าสื่อเองกลายเป็นคนที่ทำร้ายสังคมไปโดยจะบอกว่าเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไม่ใช่ และที่ไม่โทษทางฝ่ายผู้เสพเพราะความต่างของสถานภาพที่สื่อจะต้องมีนั้น มีต่อสังคมมากกว่าสถานภาพในความเป็นปัจเจกของผู้คนทั่วไป การดำรงสถานภาพของสื่อจึงไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่พูดถึงไม่ได้ และในความเป็นจริงแล้วสื่อเองมีปัญหาในเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสื่อที่อยู่ภายใต้การทำธุรกิจของภาคเอกชนโดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์ กลายเป็นธุรกิจบันเทิงที่มีการขยายตัวไปตามกระแสโลกาภิวัตน์อย่างไร้ทิศทาง เพราะประเทศไทยไม่เคยมีการตั้งโจทย์ว่าเรายึดถืออะไรที่เป็นกรอบและแนวคิดของคนในชาติ ประเทศในยุโรปหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โดยเฉพาะประเทศเยอรมันที่เป็นฝ่ายแพ้สงคราม ใช้ประโยชน์จากสื่อในการหลอมรวมพลเมืองของตนให้มีใจเป็นหนึ่งเดียวในการสร้างชาติ ให้กลับคืนมาจนมีความเจริญที่ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกจนทุกวันนี้ Deutsch Welle จึงเป็นสื่อที่เหมือนเป็นตำนานในการสร้างชาติ ที่คนในวงการสื่อบ้านเราผ่านการบ่มเพาะแนวคิดดังกล่าวมาเป็นจำนวนไม่น้อย หรือหากว่าไม่เคยผ่านแต่เรื่องราวและวิธีการดังกล่าว สามารถศึกษาและนำมากำหนดเป็นแนวทางในการทำงานของสื่อบ้านเราได้ไม่ยาก เพียงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะตระหนักและสนใจจะทำหรือไม่เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อควรจะรู้ตัวเองว่ากำลังสร้างบรรทัดฐาน (normative) อะไรให้กับสังคม วงการสื่อน่าจะหันมาสังคายนากันเองเสียที ดีกว่าปล่อยให้สังคมเข้าใจอะไรในความเป็นสื่อมวลชนไปแบบผิดๆ สื่อนั้นมีการดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชน แต่การทำหน้าที่สื่อมวลชนต้องมีมาตรฐานเดียวตามที่ร่ำเรียนหรือประกอบวิชาชีพกันมา  ปรากฏการณ์ของสื่อที่เกิดขึ้นมาในสังคมและเสียงว่ากล่าวในเชิงวิพากษ์ ทำให้เห็นการขาดความมั่นใจในการทำงานของคนในวงการสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง ผู้ชมจึงเห็นแต่สื่อที่ทำหน้าที่เป็นแค่ท่อส่งน้ำ (ตามที่ผู้ดำเนินรายการของทีวีสาธารณะเปรียบเทียบการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตน) จึงทำได้แค่เพียงการเชิญคนอื่นมาพูด เพราะกลัวว่าถ้าตัวเองพูดหรือให้ข้อคิดจะไม่เป็นกลาง ทั้งๆ ที่การดำเนินการเช่นนั้น เป็นแค่แนวทางหนึ่งเท่านั้นแต่ไม่ใช่แนวทางเดียวที่มีอยู่ ผู้ชมจึงไม่ค่อยได้เห็นการวิเคราะห์ข่าวจากสื่อมวลชนด้วยการใช้องค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ เลย คิดแต่เพียงให้คนอื่นพูดแทนแบบง่ายๆ แม้กระทั่งการใช้โทรศัพท์สัมภาษณ์ที่เวลานี้กลายเป็นวิธีที่สื่อเลือกทำจนลืมหน้าที่ gatekeeper คุณภาพในการทำงานและองค์ความรู้ที่สื่อควรนำมาใช้ในเวลานี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนกันหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำหน้าที่ของสื่อในส่วนอื่นๆ มิใช่ว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมและทำอะไรได้ในทางธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สื่อจะต้องตระหนักว่าสภาพของสังคมไทยในขณะนี้เป็นอย่างไร ต้องไม่ใช่เวลาที่จะมามอมเมาประชาชนด้วยความบันเทิงที่ไร้สาระอีกต่อไป ผู้เขียนเคยทดลองประเมินรายการบันเทิงต่างๆ ที่นำเสนอทางสื่อโทรทัศน์ ด้วยเครื่องมือที่จัดทำขึ้นโดยศูนย์เฝ้าระวังสื่อของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเรียกดูรายการต่างๆ ย้อนหลังได้ โดยตั้งใจดูอย่างมีสติและต้องการให้ข้อคิดกับสังคมด้วยเหตุและผล เห็นรายการบันเทิงบางรายการแล้วนึกเสียดายเวลาของสื่อที่เสียไปกับรายการที่ไร้สาระ หากนำเวลาดังกล่าวไปใช้ในการนำเสนอเรื่องอื่นที่แม้จะเป็นรายการบันเทิงด้วยกันก็น่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะผู้ผลิตรายการไม่มีจิตสำนึกส่วนใดที่ยึดโยงไว้กับสังคมเลย นอกจากการประกอบธุรกิจที่นำมาสู่รายได้ตามที่ตนเองต้องการเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปฏิรูปสื่อที่เป็นทั้งแนวคิดและการปฏิบัติด้วยองคาพยพทั้งหลาย จะไม่มีวันสำเร็จลุล่วงไปตามเป้าประสงค์ได้เลย ถ้าคนในวงการสื่อสารมวลชนทั้งด้านวิชาการทางนิเทศศาสตร์ ทางวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน รวมทั้งคนที่ประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับสื่อ ไม่ร่วมกันสร้างจิตใต้สำนึกหรือความตระหนักของตนเองในการทำหน้าที่ด้วยหลักการที่ควรจะเป็น และผลเสียก็จะเกิดขึ้นจากการกระทำของสื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังปรากฏอยู่ในแวดวงการเมืองและสังคมไทยเวลานี้ สื่อต้องไม่ใช่ตัวเติมเชื้อให้เหตุวิกฤตทางการเมืองและวิกฤตทางสังคมที่มีอยู่เลวร้ายลงไปกว่านี้อีก สื่อจะต้องเป็นผู้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและให้ความรู้แก่ผู้คนเพื่อลดความขัดแย้ง และนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุข ประเด็นสำคัญในเรื่องเช่นนี้ต่างหากเป็นสิ่งที่สื่อควรกระทำ มากกว่าการเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีความขัดแย้งกันใช้เป็นเครื่องมือ จนไม่อาจหาร่องรอยของความเป็นสื่อมวลชนได้อีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมและประเพณี ซึ่งบรรพบุรุษได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะในเรื่องความรักความสามัคคีที่ทำให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยยังมีจุดเด่นในเรื่องศาสนิกชนที่ทุกคนมีอิสระในการนับถือศาสนาให้มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยไม่มีการปิดกั้นเพราะศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ผู้เขียนในฐานะที่นับถือศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ มองเห็นประโยชน์และจุดแข็งในการใช้ศาสนาเป็นเครื่องนำทางในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม โดยใช้หลักง่ายๆ ในเรื่องศีล สมาธิ และปัญญาที่พุทธศาสนิกชนทุกคนเข้าใจอย่างมีสติ และเชื่อแน่ว่าคนเรานั้นถ้าสติมาปัญญาจะเกิด แต่เวลานี้ มีผู้คนในสังคมไทยบางส่วนของทุกฝ่ายที่แบ่งข้างกันอยู่ขาดสติ และไม่ได้มองสถานะของตนอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะการเมืองและสื่อที่ล้วนแต่มีอิทธิพลต่อสังคมดังที่กล่าวมาข้างต้น จนผู้เขียนมักจะใช้สำนวนโบราณเปรียบทั้งการเมืองและสื่อไว้ว่า "ผีเน่า กับ โลงผุ" กล่าวง่ายๆ ว่ามีอะไรที่เกี่ยวพันกัน แต่มักจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยอยู่กันมาหลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย และก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์อย่างขาดการระแวดระวัง จนนำไปสู่ความเสื่อมทางวัฒนธรรม ประเพณี และกรอบแนวคิดของผู้คน ซึ่งถ้าเป็นไปตามเหตุการณ์และช่วงเวลาที่กล่าวถึง คือ การเมืองในระบอบประชาธิปไตย และกระแสแห่งยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งมองการสื่อสารที่ทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียว ก็เท่ากับว่าการเมืองและสื่อที่มีความเกี่ยวโยงกันเองอย่างมีนัยต่อกันแล้ว ยังมีอิทธิพลที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างขนานใหญ่อีกด้วย และถ้าหากการเปลี่ยนแปลงนั้นมีแนวโน้มไปในทางที่ดีที่มีประโยชน์ น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าทั้งการเมืองและสื่อนำพาสังคมไทยมาถูกทางแล้ว แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดกลับกลายเป็นตรงข้าม สังคมมีแต่ภาพของความเสื่อมมีแต่ภาพของความแตกแยก นอกจากจะไม่มีข้อยุติแล้วยังทำท่าจะลุกลามขยายวงออกไปอีกด้วย ในเมื่อสังคมไทยยังไร้การเมืองที่ดีและยังไม่มีสื่อคุณภาพ ตัวเราเองควรจะมีกรอบในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่สับสนนี้กันอย่างไร จึงจะไม่ตกเข้าไปอยู่ในวังวนของความเสื่อมทั้งปวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็แบ่งกันตามถิ่นที่อยู่อาศัยด้วยมิติของความทันสมัย (Modernization) จากผลพวงของการพัฒนา (Development) ในระยะแรก คำว่า "สังคมเมืองกรุง" กับ "สังคมชนบท" มีผลต่อความรู้สึกของพลเมืองที่อยู่อาศัยไกลออกไปจากเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา และดูเหมือนคำว่า "คนบ้านนอก" เป็นคำที่ตอกย้ำถึงความด้อยกว่าในทุกเรื่องของคนที่อาศัยอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่รัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบหรือเต็มใบ ต่างก็ให้ความหวังแก่ผู้คนเหล่านั้นว่าจะพัฒนาปัจจัยสำคัญในด้านต่างๆ ของสังคมให้กระจายออกไป ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษาฯ ภายใต้ระบอบการปกครองที่เน้นสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ระยะเวลาในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยมีมานานเท่าใด คือเวลาที่ใช้ในการพัฒนาสังคมยุคใหม่มาเท่านั้น ในเมื่อการเมืองไทยยังล้มลุกคลุกฝุ่นและชุลมุนกันอยู่ในขณะนี้ และยังมีการใช้สื่อเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน ขาดสื่อมวลชนที่จะทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วสังคมไทยจะพัฒนาได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่การเมืองก็ดูพิกล และสื่อมวลชนยังมาพิการเสียอีก สังคมไทยจึงแยกออกเป็นฝ่ายเป็นพวก สังคมเมืองกรุงกับสังคมชนบทยกระดับการตอกย้ำความรู้สึกที่แตกต่างให้มากขึ้นไปกว่าเดิม สังคมในแต่ละภาคของประเทศผูกติดกับฐานคะแนนนิยมของพรรคการเมือง และมีการดำเนินงานทางการเมืองที่บิดเบี้ยว จนก่อให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างภูมิภาคขึ้นมาอย่างน่าเป็นห่วง สังคมไม่อาจสร้างกระบวนการเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องของระบบการปกครองผ่านพรรคการเมืองได้ คนในสังคมจึงขาดองค์ความรู้ในการกำหนดกรอบแนวคิดทางด้านการเมืองของตนเอง และยังถูกตอกย้ำจากข้อมูลที่ไม่รอบด้านจากสื่อที่ไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นับเป็นวิบากกรรมของประชาชนคนไทยในยามนี้จริงๆ กรอบแนวคิดทางด้านการเมืองที่เป็นตัวอย่างเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือ การมองว่าคนในชนบทเป็นเหยื่อของระบอบทุนสามานย์ เป็นไพร่ในระบบอุปถัมภ์และร่วมกันขายชาติ สิ่งที่คนชั้นรากหญ้าถูกกล่าวหานี้ถ้าจะมองว่าเป็นปลายเหตุก็คงไม่ผิด เพราะมีผลพวงมาจากความเสื่อมทางการเมืองและความด้อยคุณภาพของสื่อที่เป็นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยต้องก้าวต่อไปข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะขาดกลไกหลักที่จะนำพาสังคมไปสู่จุดหมายในยามนี้ คนไทยจะต้องมีสติในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้พี่น้องคนไทยแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย การใช้ธรรมนำหน้าต้องไม่ใช่แค่ข้ออ้างเพียงเพื่อให้ตัวเราดูดีเท่านั้น เราต้องใช้หลักธรรมกับตัวเราให้ปราศจากโทสะและโมหะ จึงจะทำให้เรามีสติและไม่ทำอะไรขัดแย้งกับสิ่งที่เราพูดจนขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อตั้งสติได้แล้วก็เชื่อแน่ได้ว่าแต่ละคนจะมีปัญญาในการมองว่าเราควรจะมีหลักอย่างไร ที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการถามตัวเองว่าเรารู้เรื่องราวต่างๆ นั้นครบถ้วนทุกด้านแล้วหรือไม่ และสังคมที่สงบสุขควรจะมีอะไรเป็นหลักที่จะทำให้ผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้ พยายามใช้บทเรียนต่างๆ ของสังคมที่ผ่านมาในอดีตมาเป็นเครื่องเตือนใจ และรู้ความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง ข้อสำคัญในระบอบประชาธิปไตยเราจะพูดแทนคนอื่นไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมของเรากำลังอยู่ระหว่างปัญหาซึ่งมีคำตอบที่ไม่ชัดเจนให้กับอนาคตของประเทศ รัฐบาลอาจไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้จากการตัดสินคดีความที่เกิดจากการกระทำของคนในรัฐบาลเอง คือ นายกรัฐมนตรี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีผลทำให้ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ และรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นสภาพไปด้วย ในทางการเมืองแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดความชะงักงันในการบริหารประเทศ แต่ความขัดแย้งที่มีกันอยู่ทำให้มาไกลเกินกว่าจะหาความรับผิดชอบทางการเมืองได้ ทุกอย่างต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมในการชี้ผิดชี้ถูกจึงจะสิ้นสุด เท่ากับว่าสังคมไทยยังเหลือศาลเอาไว้เป็นที่พึ่งสุดท้ายในบ้านเมือง ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลนี้ได้หยิบยกเอาความชอบธรรมมาเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลที่บริหารประเทศก่อนจะมีการก่อรัฐประหารจนถึงรัฐบาลนี้ ด้วยการมองความเชื่อมโยงและระบุว่าเป็นพวกเดียวกัน ร่วมกับข้อกล่าวหาในการทุจริตจากการเลือกตั้ง แล้วรวมตัวกันประท้วงกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก ด้วยท่าทีที่ไม่ยอมรับความเห็นต่างจากฝ่ายอื่นพร้อมกับเสนอแนวทางการเมืองใหม่ ที่ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในส่วนอื่นๆ ถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการดำเนินการอย่างหลากหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนในสังคมเองจะต้องตั้งหลักกันให้ดี ในเมื่อทุกคนห่วงและให้ความสำคัญกับประเทศชาติ ทางออกของความขัดแย้งจึงควรเลือกวิธีที่จะทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่ไม่ได้มีเพียงแค่ 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ยังมีประชาชนในส่วนอื่นๆ ที่รวมกันแล้วมีจำนวนมากกว่าฝ่ายที่ขัดแย้งรวมกันเสียอีก และยังมีปัจจัยความมั่นคงแห่งชาติอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเมือง ซึ่งต้องมองกันให้รอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมที่เชื่อมโยงไปยังปัจจัยความมั่นคงแห่งชาติที่เหลือ (ปัจจัยความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วย เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษาและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม) เพื่อไม่ให้ชาติบ้านเมืองของเราเสียหายไปมากกว่านี้ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นเวลาที่บ้านเมืองยึดถือกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก สังคมเราจึงต้องให้ความเชื่อมั่นและให้ความสำคัญต่อกระบวนการดังกล่าว กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นที่พึ่งของเราได้ ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาต่างๆ จะไม่มีจุดสิ้นสุดและทำให้กระบวนการในส่วนอื่นๆ ก้าวต่อไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมจำเป็นต้องมีหลักและกฎเกณฑ์ที่ยึดถือร่วมกัน แนวทางดังกล่าวนี้ ไม่ใช่แนวคิดที่เกิดขึ้นมาใหม่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญและตัวบทกฎหมายต่างๆ ได้มาจากระบบที่ได้รับการยอมรับของเสียงส่วนใหญ่ และเป็นแนวทางที่ใช้กันอยู่ในนานาอารยประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาทางการเมืองของไทยเกิดจากคนที่อยู่ในระบบไม่มีคุณภาพเพียงพอและขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่ได้มาจากการต่อสู้ของคนในชาติอย่างยาวนาน ต้องได้รับผลกระทบหรือหมดสภาพลงไปด้วย เพราะระบอบประชาธิปไตยยังมีกระบวนการที่เป็นทางออกได้ในหลายหนทาง และสามารถตอบคำถามของสังคมได้ไม่เฉพาะแต่สังคมไทย รวมไปถึงสังคมโลกที่ประเทศไทยยังต้องเป็นส่วนหนึ่งอยู่อย่างปฏิเสธไม่ได้ สังคมทุกฝ่ายจึงต้องมีกรอบการมองให้กว้างและมีความรอบคอบ ให้เป็นการมองเพื่อการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทวิพากษ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของไทย คล้ายกับว่ามีการบริหารและการจัดการแบบแยกส่วนกันไปตามหัวข้อ ทั้งๆ ที่ศาสตร์สมัยใหม่ในการบริหารจะให้ความสำคัญกับคำว่าบูรณาการ (integration) เป็นอย่างมาก และยังปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์และแผนต่างๆ ของการบริหารกิจการบ้านเมือง (governance) แต่เมื่อนำสิ่งที่กำหนดลงไปสู่การปฏิบัติจริงกลับไม่เป็นไปตามความต้องการ เราต้องการวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้มีความพอดีในทุกๆ ด้าน เราต้องการการเมืองที่มีจริยธรรมคุณธรรมและธรรมาภิบาล เราต้องการสังคมที่สมานฉันท์มีความรักความสามัคคีของคนในชาติ แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาสวนทางกับความต้องการทั้งสิ้น หากเราจะหาสาเหตุก็คงมองแต่ความบกพร่องของคนอื่นจนลืมพิจารณาตัวเอง แต่ด้วยความเป็นปัจเจกทำให้ความคิดและการกระทำของแต่ละคนเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่คนที่ต้องอยู่ในสถานะที่มีอิทธิพลต่อสังคมและประเทศชาติไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ทั้งนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล นักการเมืองฝ่ายค้าน ข้าราชการทุกหมู่เหล่า นักธุรกิจทุกคน ผู้นำทางความคิดทุกกลุ่มทุกระดับ และสื่อมวลชนทุกแขนง จะต้องมีจิตวิญญาณสาธารณะและตระหนักในการทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เพียงแค่กล่าวอ้างแล้วกระทำแต่ในสิ่งที่สวนทางกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะมองว่ากรอบแนวคิดของผู้เขียนเป็นเชิงอุดมคติ แต่เมื่อถึงเวลานี้จำเป็นต้องกล่าวถึงแนวคิดสุดขั้วนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานและเป็นหลักให้สังคม เพราะเราละเลยเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาจนกลายเป็นวิกฤตอย่างไม่รู้ตัว ผู้เขียนเห็นการซื้อสิทธิ์การขายเสียงในการเลือกตั้งมาก่อนที่ตัวเองจะมีสิทธิ์เลือกนับสิบปี จนบัดนี้อายุเลยครึ่งศตวรรษมาแล้ว ก็ยังมีอยู่และดูจะมีมากขึ้นกับมีวิธีการที่แยบยลกว่าเดิม เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองและสังคมต่อพฤติกรรมนี้ นักการเมืองยังพูดกันแต่เรื่องวิธีการให้ได้รับเลือกตั้งเพื่อเดินเข้าสู่สภา ประชาชนที่ยากจนยังเห็นว่าเสียงของตนเป็นสินค้าที่ขายได้ ประโยชน์จึงสมกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมาทุกยุคทุกสมัยของการเมือง แม้แต่แนวคิดในการเลือกที่จำได้ว่ามีนักวิชาการบางคนออกมาบอกกับสังคม ให้เลือกนักการเมืองที่เลวน้อยที่สุดเข้าไปทำงาน ทั้งๆ ที่คนทำงานเพื่อบ้านเมืองควรต้องมีคุณสมบัติในการเป็นคนดี มีความเสียสละในสายตาของประชาชนและสังคม จึงทำให้นักการเมืองที่ขาดคุณสมบัติดังกล่าวเข้าไปโกงบ้านกินเมืองจนติดคุกติดตะรางกันไปก็มี จึงเป็นความขื่นขมที่อยู่คู่มากับระบอบประชาธิปไตยของไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากแนวคิดดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองไม่ได้ให้ความสำคัญในการคัดกรองคน เพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งและทำงานทางด้านการเมือง คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวแทนของพรรคได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากๆ ไว้สำหรับความชอบธรรมในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ทุกรูปแบบ โดยใช้จุดอ่อนของสังคมทางด้านเศรษฐกิจที่ทำให้คนระดับล่างขาดโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง ความแตกต่างของความคิดทางการเมืองระหว่างกลุ่มคนในสังคมจึงก่อตัวขึ้น แนวคิดของคนชั้นกลางและคนในระดับรากหญ้าจึงขัดแย้งกัน และเป็นสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้ง แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองไม่เคยปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมแต่อย่างใด การเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยจึงเสื่อมลงด้วยแนวคิดของพรรคการเมืองและการปฏิบัติของนักการเมืองเอง ประชาชนเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหาที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน และประชาชนยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มและฝ่ายต่างๆ เสมอมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มีประสิทธิภาพมากในเวลานี้ คือการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 63 โดยต้องนำบทบรรณาธิการของ ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ ปรมานันท์ ในเวบไซด์ของกฎหมายมหาชน ครั้งที่ 194 (1-14 กันยายน 2551) มายืนยันประกอบ ซึ่งกล่าวถึงรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ไว้ว่า เป็น “ข้อดี” ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ “เด่นที่สุด” และคงจะไม่มีมาตราใดเด่นเกินไปกว่ามาตรานี้ได้ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” มีที่มาจากวรรคแรกของมาตรา 63 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกนำมาใช้มากที่สุดโดยเฉพาะกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ยืดเยื้อมาร่วม 3 เดือนแล้ว นอกจากนี้บทบัญญัติดังกล่าวยังถูกขยายความออกไปมากอย่างที่ไม่มีที่ใดในโลกจะสามารถทำเช่นนี้ได้ ส่งผลทำให้บทบัญญัติดังกล่าวมีสภาพบังคับเหนือบทบัญญัติอื่นในรัฐธรรมนูญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น การอยู่อาศัยในเคหสถานโดยปกติสุข เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นฯลฯ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นยังมีสภาพบังคับเหนือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติของบุคคล เช่น กฎหมายจราจร กฎหมายเกี่ยวกับความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง มีสภาพบังคับเหนือสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการมีชีวิตอยู่อย่างสงบ สิทธิในการพักผ่อนฯลฯ นอกจากนี้แล้ว บทบัญญัติในมาตรา 63 วรรคแรกก็ยังมีสภาพบังคับเหนือการกระทำทั้งหลายของฝ่ายปกครองที่ไม่ว่าผู้ชุมนุมจะชุมนุมกันบนถนนสาธารณะ เดินขบวนกันไปทั่วเมือง กีดขวางการจราจร บุกเข้าไปสถานที่ราชการ ฝ่ายปกครองซึ่งรวมทั้งรัฐบาล กรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าของพื้นที่และตำรวจก็ไม่สามารถทำอะไรได้ คงต้องปล่อยให้การใช้สิทธิตามมาตรา 63 แห่งรัฐธรรมนูญเป็น “สิ่งสูงสุด” ของบ้านเมืองที่ทุกคนต้องให้ความเคารพ นับถือ ยำเกรง และต้องยอมรับต่อไป รวมความแล้วมาตรา 63 จึงเป็นมาตราที่ในวันนี้ถือได้ว่าเป็นมาตราที่เด่นที่สุดของรัฐธรรมนูญที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด และสมควรที่จะถูกยกย่องให้เป็น “นางเอก” ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่อยากจะเพิ่มเติมเป็นข้อสังเกตุที่ไม่ใช่ประเด็นทางข้อกฎหมาย คือ ความรู้และความไม่รู้ของผู้คนที่เป็นประชาชนธรรมดาทั่วๆ ไป โดยเราอาจจะรู้สึกหรือมีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ รอบตัว และผู้เขียนมักจะเน้นถึงการมีสติเพื่อนำไปสู่ปัญญาในการพิจารณาเรื่องราวทั้งหลาย ยิ่งเป็นเรื่องของความขัดแย้งยิ่งต้องใช้สติและปัญญาให้มาก มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายที่ขัดแย้งกันด้วยความไม่รู้ หลายเรื่องที่ไม่มีความชัดเจนและไม่มีใครนำมากล่าวถึงให้เป็นที่กระจ่างกับสังคม เราเสียความเป็นประชาธิปไตยไปจากการก่อรัฐประหารต่อรัฐบาลในระบอบที่ฉ้อฉล แต่ประชาธิปไตยที่ได้กลับคืนมากลับมีการกระทำเยี่ยงกันอย่างมีเงื่อนงำ ดังที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้บันทึกไว้ด้วยความห่วงใยว่า ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจสอบเอกสารลับของ คมช.ที่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นพรรคการเมืองบางพรรค แม้กรรมการทุกคนเห็นว่า คมช.ผิดจริง แต่กรรมการส่วนหนึ่งก็นำเอามาตรา 309 แห่งรัฐธรรมนูญมาใช้ จึงทำให้การกระทำของ คมช.ในครั้งนั้นไม่มีความผิด แต่ก็เป็นรอยด่างของความเป็นประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำของเผด็จการทหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนชี้ว่า สภาพที่เกิดขึ้นในสังคมในช่วงเวลาที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คงจะเห็นตรงกันว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นมีความไม่เหมาะสมหลายประการ แถมยังจัดทำขึ้นในบรรยากาศของการรัฐประหารและความไม่ไว้วางใจนักการเมืองและพรรคการเมือง จึงไม่น่าแปลกใจที่ 2 มาตราที่เกิดปัญหาใหญ่ในวันนี้มีที่มาจากแนวคิดดังกล่าว โดยมาตรา 237 นั้นมีขึ้นเพื่อปราบปรามนักการเมืองที่ “แย่” ในขณะที่มาตรา 190 ก็มีขึ้นเพราะความ “ไม่ไว้วางใจ” รัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหารประเทศ และ 1 ปีของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แม้จะเป็นระยะเวลาที่ไม่ยาวนานนัก แต่ปัญหาอุปสรรค และข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ทำให้สภาพบังคับใช้รัฐธรรมนูญและสถานะของรัฐธรรมนูญ “ล้มลุกคลุกคลาน” ไปบ้าง และข้อสำคัญประการหนึ่งที่พบก็คือ มีบทบัญญัติจำนวนหนึ่งที่แม้จะอยู่ในรัฐธรรมนูญและควรเป็นบทบัญญัติที่ “ส่งเสริมประชาธิปไตย” แต่บทบัญญัติเหล่านั้นกลับกลายเป็นบทบัญญัติที่มีส่วนในการ “ทำลายประชาธิปไตย” และสร้างปัญหาให้กับการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ก็เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์กันถึงการตรวจสอบการเลือกตั้งที่เข้มงวดอย่างมาก มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถอยหลังไปสู่ความ “ล้าหลัง” รวมทั้งที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองและไม่สะท้อนให้เห็นถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ตามมาด้วยการมีรัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่สามารถทำอะไรได้มาก ถูกฟ้องร้องต่อทุกองค์กรจนแทบจะทำงานไม่ได้เลย เมื่อเกิดคดี “ยุบพรรค” อันเป็นผลพวงของมาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจึงลุกขึ้นมาจุดพลุการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้ความสนใจใดๆเลย ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลถูกมองว่าเป็นการแก้ไขเพื่อตนเอง จึงถูกคัดค้านอย่างมากจากทั้งภายในรัฐสภาเองและจากพลังนอกสภาจนกระทั่งเวลานี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นเสียงของการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากฝ่ายรัฐบาลก็เริ่มแผ่วลง แต่ต่อมาเมื่อมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญออกฤทธิ์ การตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลโดยสภาผู้แทนราษฎรส่งผลให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี จึงมีความพยายามที่จะ “เดินหน้าเต็มตัว” เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง รวมความแล้ว แม้รัฐธรรมนูญจะใช้บังคับมาเพียง 1 ปี แต่เราก็พอมองเห็น “ปัญหา” ที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติบางส่วนในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะทำการศึกษาวิเคราะห์กันต่อไปอย่างละเอียดว่า “ปัญหา” เหล่านั้น จริงๆแล้วเกิดจาก “ข้อบกพร่อง” ของตัวบทบัญญัติ หรือเกิดจาก “การกระทำ” ไป “ขัด” กับบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าผลพวงที่เกิดจากการใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 นอกจากความเห็นของนักกฎหมายมหาชนข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาของความเข้าใจในหลักการประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนกันอยู่ในสังคม ที่ชัดเจนที่สุดก็คือทั้งสองฝ่ายที่มีความขัดแย้งกัน จนทำให้ประชาชนที่ไม่ได้อยู่กับฝ่ายใดสับสนว่าอะไรคือความถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสรุป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย มีการดำเนินการหลายอย่างที่ล่อแหลมกับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า เพราะยังมีสิ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้อีกมาก ผู้เขียนไม่ได้กล่าวจนเกินเลยไป เราคงได้เห็นแล้วว่าวันดีคืนดีก็มีคนออกมาพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่ขัดแย้งกันจนเกิดเหตุนองเลือดโดยมีเขาเป็นผู้จุดชนวนและทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย และข้อสำคัญ คือ แต่ละฝ่ายไม่สามารถพูดแทนคนในสังคมทั้งหมดได้ ถ้ายังมีความเข้าใจกันอยู่ในจุดร่วมกันของประชาธิปไตย ที่ต้องยอมรับความเห็นที่แตกต่างได้ โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับแต่ละฝ่ายไปทั้งหมด ควรจะใช้สติและปัญญาของแต่ละคนในการพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้น และต้องปล่อยให้กระบวนการที่เราเห็นว่ายังเป็นที่พึ่งของสังคมอยู่ดำเนินการต่อไป การเทียบความเสียหายของปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตกับความเสียหายของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสรุปว่าเป็นความสำเร็จ อาจไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่าเมื่อประเทศชาติต้องเป็นฝ่ายที่เสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง และต้องไม่นำเอาสถาบันมากล่าวอ้างกันอย่างพร่ำเพรื่อ แต่ควรจะเลือกทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับบ้านเมือง เพราะทางออกไม่ได้มีอยู่หนทางเดียว ตามที่ทั้งสองฝ่ายพยายามยืนอยู่ในจุดของตัวเองเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยยังมีความคิดเห็นอื่นอีกมาก ถ้าแต่ละฝ่ายมาพูดเองเออเองแล้วสรุปว่าวิธีของฉันดีที่สุด ปัญหาไม่มีวันจบและเท่ากับเป็นการซ่อนปมปัญหาไว้ต่อไปอีก วิกฤติการณ์ทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นกระบวนการแย่งชิงการต่อสู้เพื่อนิยามความหมาย ภาษาสังคมศาสตร์จะเรียกว่าเป็นการช่วงชิงความหมาย ปัญหาคือว่ามันเป็นความหมายของอะไร เช่น ความหมายของประชาธิปไตย ความชอบธรรมคืออะไร ความดีคืออะไร สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้นในสังคมไทย แต่เราจะถูกยัดเยียดข้อมูลตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจที่คนทั่วไปจะงง เพราะเราห่างเกินจากกระบวนการตั้งคำถามมานาน สิ่งที่เราหวังว่าทำได้ตอนนี้คือ วัฒนธรรมที่ต้องอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง และไม่ใช้ความรุนแรง การปลุกระดมที่ทำผ่านสื่อกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ทั้งอารยะขัดขืนและไม่ใช่การลดความรุนแรง มันเท่ากับเป็นการนำสังคมเดินไปสู่ความแตกแยกมากขึ้นไปตามลำดับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2702697797478451990-9212115119184680823?l=arjarntor.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://arjarntor.blogspot.com/feeds/9212115119184680823/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2702697797478451990&amp;postID=9212115119184680823' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/9212115119184680823'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2702697797478451990/posts/default/9212115119184680823'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://arjarntor.blogspot.com/2008/09/blog-post.html' title='การเมือง สื่อ และสังคม กับตัวเรา'/><author><name>อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15965826868008895259</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_XlNtDnxrvZQ/SXI3XmOj_dI/AAAAAAAAASs/ApGhO9e6-Kw/S220/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C006.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2702697797478451990.post-6022844045583839260</id><published>2008-06-01T22:45:00.009+07:00</published><updated>2008-06-02T12:21:43.130+07:00</updated><title type='text'>การเมือง สื่อ และสังคมของเมืองไทยในเวลานี้</title><content type='html'>ความสับสนทั้ง 3 ส่วน คือ การเมือง สื่อ และสังคมในเวลานี้ เป็นเรื่องที่เราควรติดตาม ศึกษา และทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะถลำเข้าไปสู่วังวนแห่งความเชื่อมากกว่าความมีเหตุผลและความจริง การเมืองไทยพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่? สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากน้อยเพียงไร? และสังคมไทยมีแนวโน้มที่จะไปในทิศทางไหน? เป็นคำถามที่น่าจะมีคำอธิบายให้เกิดความกระจ่าง เป็นเรื่องที่นักวิชาการควรออกมาให้ความรู้แก่สังคม นอกเหนือไปจากการสอนและงานด้านวิชาการในสถานศึกษา โดยต้องไม่วิเคราะห์บนพื้นฐานของความเกลียดชังหรือความมีอคติใดๆ ต้องให้เป็นไฟส่องนำทางให้ประชาชนสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการติดตามเรื่องราวต่างๆ ได้ และไม่ต้องเป็นศัพท์แสงทางวิชาการมากนัก ควรให้ชาวบ้านอ่านแล้วเข้าใจ ก็จะเป็นคุณูปการแก่บ้านเมืองในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รากเหง้าของปัญหาทางการเมืองที่มีอยู่ขณะนี้ ล้วนมาจากความด้อยประสิทธิภาพ และการขาดคุณภาพของนักการเมืองทั้งสิ้น ยิ่งไปให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง เราก็จะเห็นภาพของกลุ่มนักการเมืองที่ติดยึดอยู่กับภาพเดิมๆ คือ การซื้อเสียงเพื่อให้ตัวเองเข้าไปมีบทบาททางการเมือง เพราะนักการเมืองเหล่านี้รู้ดีว่าจุดอ่อนของประชาชนอยู่ที่ความยากจนและไม่มีความรู้ เรามาพูดกันอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ในส่วนกลางซึ่งเป็นที่ของคนชั้นกลาง แต่เราไม่เคยให้ความสนใจอย่างจริงจังกับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสและมีฐานะอยากจนในส่วนอื่นๆ ของประเทศ ครั้นพอไปทำเข้าก็พบกับปัญหาและวิถีชีวิตของพวกเขาที่อาจดูเหมือนว่าไม่ยอมรับในสิ่งที่ให้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ทำต่อ แล้วสรุปว่าเขาอยากจะโง่ดักดานกันเองต้องปล่อยไป นั่นเท่ากับเป็นการปล่อยปัญหาทางการเมืองที่มีอยู่ให้มีต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่ซ้ำร้ายคือเป็นการปล่อยปัญหาให้เข้าทางนักการเมืองที่มีกรอบคิดแบบเก่าๆ รัฐจะต้องมีการดำเนินการในเรื่องนี้ให้ชัดเจนและต่อเนื่อง ต้องให้ประชาชนเป็นพลังในการตรวจสอบนักการเมืองหรือพูดง่ายๆ ว่าต้องให้ประชาชนดัดนิสัยนักการเมืองให้ได้ การไปมุ่งอบรมและพัฒนานักการเมืองคงไม่จุดแห่งความสำเร็จเสียแล้ว โดยดูได้จากพฤติกรรมของนักการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อนักการเมืองต้องอาศัยฐานเสียงจากประชาชน เราต้องทำให้ประชาชนมีศักยภาพในการตัดสินใจให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อที่จะกล่าวถึงนี้ คือ สื่อมวลชน เพราะความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสิ่งที่ขาดหายไปอย่างมากที่สุดในวงการสื่อมวลชนของไทย จะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งระบบทุนนิยมที่ครอบงำด้วยเงินตรา ทั้งระบบอำนาจนิยมที่แทรกแซงการทำงาน มีผลทำให้คุณภาพและความเป็นกลางที่สื่อมวลชนควรอยู่ควรเป็นขาดหายไป แม้ปัจจุบันจะมีการปฏิรูปสื่อ มีการจัดตั้งองค์กรกลางต่างๆ หรือแม้แต่การมีสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ก็คงไม่ทำให้อะไรดีขึ้น นอกเสียจากสำนึกและความตระหนักของตัวสื่อมวลชนเองในทุกแขนง เพราะต้องไม่ลืมว่าวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นอาชีพที่สังคมให้ความสำคัญสูงสุด โดยมีการบัญญัติกฎหมายคุ้มครองไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คงไม่มีสิ่งใดที่จะสำคัญกว่านี้แล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของสื่อมวลเอง ที่จะต้องทำงานด้วยสำนึกและตระหนักในสิ่งที่ได้รับ ขณะเดียวกันในส่วนของผู้บริโภคข่าวสารจากสื่อควรเปิดรับข้อมูลจากสื่อหลายๆ ด้าน เป็นการเปรียบเทียบและคัดกรองเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง หลายครั้งที่สื่อชูประเด็นที่สำคัญและมีผู้ที่เห็นด้วยมากมาย แต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดแล้วกลับกลายเป็นวาระซ่อนเร้น และเสนอขึ้นมาเพียงการหาแนวร่วมให้กับความคิดของตนเอง ดังนั้น เราจึงต้องเรียกร้องให้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น และเราก็ต้องมีกลยุทธ์ของตัวเองที่จะไม่รับข่าวสารจากสื่อเพียงสื่อเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสังคมแห่งความสมานฉันท์ที่คนไทยทุกหมู่เหล่าเรียกร้อง ดูยิ่งจะห่างไกลออกไปจากความเป็นจริงในทุกขณะ ความแตกแยกทางความคิดด้านการเมืองที่มาจากทั้งโครงสร้างในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแบบแม่ยก และจากความคิดเห็นที่เป็นปัจเจกบุคคล ถูกผสมผสานกันโดยมีสื่อเป็นตัวกระตุ้น ทำให้สังคมไทยแบ่งแยกกลุ่มทางความคิดออกไปแบบไม่มีจุดร่วมของความสมานฉันท์ มีแต่พวกกูกลุ่มกูใครเห็นต่างคิดต่างไม่ได้ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากันและสุ่มเสี่ยงต่อการปะทะกันอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งว่า การเสียเลือดเนื้อของคนไทยคงจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่มีการวิเคราะห์หรือทำนายกันไว้ ถ้ายังไม่มีจุดร่วมในการคิดเพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ที่ต้องการ บทบาทดังกล่าวควรจะมีรัฐเป็นแกนนำทั้งความคิดและการปฏิบัติ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและความจริงใจของรัฐบาลในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารและกำกับดูแลงานของภาครัฐทั้งปวง คำแนะนำที่ควรจะทำได้ในเวลานี้สำหรับประชาชนอย่างพวกเรา คือการหันมาทบทวนว่าเรากำลังอยู่ในสังคมของอะไร สังคมของความเชื่อ หรือ สังคมของความจริงที่ต้องอาศัยความรู้และความมีเหตุมีผล ก็จะทำให้เรามีสติในการมองประเด็นปัญหาต่างๆ ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมือง สื่อ และสังคมของเมืองไทยในขณะนี้ มีความเชื่อมโยงกันจนแยกไม่ออก และมีนัยสำคัญซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง ประเทศชาติยังไม
